ซ์” (Edda Elisa Pilz) อินฟลูเอนเซอร์สายฟิตเนสชาวเยอรมัน ถูกเจ้าหน้าที่สายการบินชื่อดังสกัดไม่ให้ขึ้นเครื่องบิน หลังแต่งกายด้วยชุดสปอร์ตบราร่วมกับกางเกงรัดรูปขาสั้น จนเกิดดราม่าถกเถียงสนั่นว่าเป็นการรักษามาตรฐานความเหมาะสม หรือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลกันแน่
รายงานระบุว่า ขณะเกิดเหตุ อุณหภูมิภายนอกพุ่งแตะกว่า 30 องศาเซลเซียส ทำให้เธอเลือกสวมชุดออกกำลังกายเพื่อความคล่องตัวและระบายอากาศ แต่เมื่อเดินถึงประตูขึ้นเครื่อง กลับถูกเจ้าหน้าที่เรียกหยุด พร้อมแจ้งว่าชุดดังกล่าว “ไม่เหมาะสม” และมีการใช้ถ้อยคำรุนแรงถึงขั้นว่า “คุณเหมือนไม่ได้ใส่อะไรเลย”
อินฟลูสาวเล่าว่า แม้เธอจะหยิบเสื้อคลุมมาสวมตามคำสั่งแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ยังขอให้รูดซิปปิดจนมิดชิด มิฉะนั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นเครื่อง ส่งผลให้เที่ยวบินล่าช้าชั่วขณะ และยิ่งจุดชนวนความไม่พอใจของเธอมากขึ้น
หลังคลิปเหตุการณ์ถูกเผยแพร่ลงโซเชียล เสียงวิจารณ์แบ่งออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ฝ่ายหนึ่งมองว่าสายการบินมีสิทธิออกกฎการแต่งกาย เนื่องจากเครื่องบินเป็นพื้นที่สาธารณะที่ต้องคำนึงถึงผู้โดยสารทุกกลุ่ม รวมถึงเรื่องสุขอนามัยและความปลอดภัย
ขณะเดียวกัน อีกฝ่ายกลับมองว่า การตัดสินเสื้อผ้าของผู้หญิงด้วยมาตรฐานส่วนตัว และการใช้คำพูดเชิงดูหมิ่น เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะจากบุคลากรที่ทำงานบริการ
ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินยังออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การใส่กางเกงขาสั้นหรือเสื้อผ้าที่เปิดเผยผิวหนังมาก อาจเพิ่มความเสี่ยงหากเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น การอพยพผ่าน สไลด์ลมฉุกเฉิน เพราะแรงเสียดสีจากวัสดุยางและพลาสติกสามารถทำให้ผิวหนังเกิดแผลไหม้หรือพุพองได้
ด้านสายการบินต้นเรื่องออกแถลงการณ์ภายหลัง ยอมรับว่า หากมีการใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมจริง จะถือว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐานการบริการ พร้อมยืนยันว่าบริษัทคาดหวังให้ผู้โดยสารแต่งกายเหมาะสมกับการเดินทางสาธารณะ และไม่กระทบความรู้สึกของผู้ร่วมเดินทางจากวัฒนธรรมที่หลากหลาย
ดราม่านี้จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่อง “ชุดสั้นหรือไม่สั้น” แต่กำลังลุกลามสู่คำถามใหญ่ของสังคมว่า เส้นแบ่งระหว่างสิทธิส่วนบุคคล กับกฎเกณฑ์ของพื้นที่สาธารณะ ควรอยู่ตรงไหนกันแน่?
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: Sanook, Lufthansa Statement, Bored Panda, 7News Australia
