สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 4 เดือน มีพัฒนาการสำคัญครั้งใหญ่ หลังมีรายงานจากสื่อระดับโลกว่า ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU เพื่อยุติความขัดแย้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผ่านระบบออนไลน์
รายงานจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐ ระบุว่า การลงนามดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 โดยผู้ลงนามฝ่ายสหรัฐประกอบด้วย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ขณะที่ฝ่ายอิหร่านลงนามโดย โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน
ข้อตกลงฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยุติความขัดแย้งที่ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลางและตลาดพลังงานโลกตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา โดยหลังจากนี้จะมีพิธีลงนามอย่างเป็นทางการที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันที่ 19 มิถุนายน 2569
สาระสำคัญของเอ็มโอยูครอบคลุมการยุติมาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน การเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง รวมถึงการเปิดทางสู่การเจรจาเฟสที่สองเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งมีกำหนดหารือภายในกรอบเวลา 60 วัน
เจ้าหน้าที่สหรัฐเปิดเผยว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะเริ่มส่งผลทันทีหลังข้อตกลงมีผลบังคับใช้ โดยคาดว่าปริมาณการเดินเรือและการขนส่งพลังงานจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้อาจต้องใช้เวลาระยะหนึ่งก่อนกลับสู่ภาวะปกติเต็มรูปแบบ
ขณะเดียวกัน ตลาดการเงินและตลาดพลังงานทั่วโลกเริ่มตอบรับเชิงบวกต่อข่าวการบรรลุข้อตกลงดังกล่าว เนื่องจากช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพด้านพลังงานและความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางทหารในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐยอมรับว่า ความท้าทายสำคัญยังอยู่ในเฟสที่สองของการเจรจา ซึ่งจะครอบคลุมประเด็นโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร และการปล่อยทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ในต่างประเทศ
ทั้งนี้ มีการระบุว่าข้อความฉบับเต็มของบันทึกความเข้าใจจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะภายใน 24-48 ชั่วโมง หรือหลังเสร็จสิ้นพิธีลงนามอย่างเป็นทางการที่สวิตเซอร์แลนด์
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง : Reuters, CNN และคำให้สัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่ระดับสูงสหรัฐเกี่ยวกับการลงนามบันทึกความเข้าใจสหรัฐ-อิหร่าน
