“ปกรณ์” ย้ำไม่กังวล !! ศาล รธน. เรียกผู้เชี่ยวชาญเพิ่ม ปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แต่ยอมรับจำเป็นเร่งด่วน เพราะไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้น
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติมความเห็นทางวิชาการในคดีเกี่ยวกับพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 7 วัน
นายปกรณ์ ระบุว่า รัฐบาลไม่มีความจำเป็นต้องส่งคำชี้แจงเพิ่มเติม เนื่องจากได้ดำเนินการส่งข้อมูลและคำชี้แจงครบถ้วนไปก่อนหน้านี้แล้ว พร้อมมองว่าการที่ศาลรัฐธรรมนูญเชิญผู้เชี่ยวชาญ 4-5 คนเข้ามาให้ความเห็นเพิ่มเติม ถือเป็นกระบวนการปกติที่เกิดขึ้นได้ในหลายคดีสำคัญ
รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขั้นตอนต่อจากนี้จะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ หลังได้รับข้อมูลและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญครบถ้วน ก่อนจะมีการนัดประชุมเพื่อพิจารณาและมีมติต่อไป
เมื่อถูกถามถึงความกังวลของรัฐบาลต่อประเด็นดังกล่าว นายปกรณ์ยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้มีความกังวลใด ๆ เพราะช่วงเวลาที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุดคือก่อนการออกกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงินการคลังของประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้ประเมินสถานการณ์อย่างละเอียดแล้ว
นายปกรณ์ระบุเพิ่มเติมว่า ในช่วงเวลาที่มีการออก พ.ร.ก.กู้เงินนั้น ประเทศกำลังเผชิญสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเงิน รัฐบาลจึงเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนในการดำเนินมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
“รัฐบาลมั่นใจว่า สถานการณ์ตอนนั้นมีความจำเป็นเร่งด่วน และเป็นไปเพื่อการรักษาความมั่นคงเศรษฐกิจของประเทศ เพราะขณะนั้นเราไม่ทราบว่าสถานการณ์จะเกิดอะไรขึ้น ประกอบกับสถานการณ์ทางการเงินเราตอนนั้นก็ไม่ค่อยดี ฉะนั้น จึงต้องใช้วิธีดังกล่าว และต้องเชื่อกระทรวงการคลังที่เป็นแม่บ้านรัฐบาลว่ามีผลกระทบต่อความมั่นคงเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่ ส่วนการมาพูดหลังสถานการณ์เปลี่ยนก็สามารถพูดได้หมด” นายปกรณ์กล่าว
ทั้งนี้ ประเด็นการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งสังคมและภาคการเมืองต่างจับตาผลการวินิจฉัยที่จะมีผลต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลในอนาคต
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง:
- คำให้สัมภาษณ์นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี วันที่ 5 มิถุนายน 2569
- กระบวนการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ กรณี พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท
