ถาวร เสนเนียม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาโพสต์ข้อความตั้งข้อสังเกตกรณีภาษีหุ้นชินคอร์ปของ ทักษิณ ชินวัตร มูลค่ากว่า 17,600 ล้านบาท โดยชี้ว่า ยังมีอีกประเด็นสำคัญที่สังคมควรร่วมกันตรวจสอบ คือเหตุใดกรมสรรพากรจึงไม่ดำเนินมาตรการคุ้มครองผลประโยชน์ของรัฐ ทั้งที่กฎหมายเปิดช่องให้ทำได้ตั้งแต่ปี 2560
นายถาวรระบุว่า หลังจากนายทักษิณถูกประเมินภาษีและยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 ในปี 2560 กฎหมายตามมาตรา 31 กำหนดชัดว่า “การยื่นอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการบังคับชำระภาษี” หมายความว่า กรมสรรพากรยังมีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์เพื่อบังคับชำระภาษีได้ทันที
อย่างไรก็ตาม กฎหมายเปิดช่องให้ผู้ถูกประเมินภาษีสามารถยื่นขอ “ทุเลาการบังคับชำระภาษี” ได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพากร และโดยปกติจะต้องวางหลักประกันหรือหาบุคคลค้ำประกันไว้ เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของรัฐ
อดีต ส.ส. รายนี้ตั้งข้อสังเกตว่า กรณีภาษีมูลค่ามหาศาลกว่า 17,000 ล้านบาท กลับไม่ปรากฏว่ากรมสรรพากรดำเนินการให้มีการวางหลักประกันแต่อย่างใด ทั้งที่ในทางปฏิบัติ แม้แต่ผู้เสียภาษีรายย่อยที่มียอดภาษีไม่มาก หากขอทุเลาชำระภาษี ก็ยังต้องวางหลักประกันทุกครั้ง
นายถาวรระบุว่า หากมีการดำเนินการตามมาตรา 31 ตั้งแต่ปี 2560 เมื่อศาลมีคำพิพากษาในปี 2568 รัฐก็จะสามารถบังคับกับหลักประกันได้ทันที และจะไม่เกิดความเสียหายต่อรัฐ
พร้อมตั้งคำถามว่า การที่อธิบดีกรมสรรพากรและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการดังกล่าว อาจเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 154 และ 157 หรือไม่
นายถาวรยังเรียกร้องให้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. รับเรื่องไต่สวน พร้อมเชิญชวนประชาชนหรือผู้เกี่ยวข้องนำประเด็นนี้ไปร้องเรียนอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรม
ทั้งนี้ เจ้าตัวย้ำว่า เรื่อง “การทุเลาชำระภาษี” ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 31 เป็นกระบวนการเฉพาะตามกฎหมายภาษี ไม่ใช่การขอทุเลาคดีในชั้นศาลแบบคดีแพ่งทั่วไป
กระแสโพสต์ดังกล่าวสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ โดยหลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด เพื่อรักษามาตรฐานความเป็นธรรมทางภาษีและผลประโยชน์ของประเทศ
สำนักข่าววิหคนิวส์
