วงการราชการและเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ หลังผู้บริหารระดับสูงของประเทศทยอยประกาศลาออกต่อเนื่อง ทั้งในกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และกรมฝนหลวงฯ จนถูกจับตาว่าอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสัญญาณของ “วิกฤติศรัทธา” ภายในระบบราชการไทย
เริ่มจาก “ดร.อุ๋ย” นางสาวกุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร ตัวเต็งปลัดกระทรวงการคลังหญิงคนแรก ที่ลาออกหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ซึ่งเกี่ยวข้องกับการติดตามภาษีกว่า 17,600 ล้านบาท จากนายทักษิณ ชินวัตร จนอาจเกิดกระแสตั้งข้อสังเกตุถึงแรงกดดันทางการเมืองและผลประโยชน์มหาศาล
ตามมาด้วย “ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส” รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ลูกหม้อแบงก์ชาติ ที่อาจถูกมองว่าไม่เห็นด้วยกับแนวทาง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ท่ามกลางความกังวลเรื่องวินัยการคลัง หนี้สาธารณะ และเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ
ล่าสุด “นายราเชน ศิลปะรายะ” อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ก็ประกาศลาออก หลังถูกโยกย้ายตำแหน่ง ทั้งยังเปิดเผยว่ามีบุคคลติดต่อเข้ามาพูดคุยเรื่องงบประมาณและโควตางาน เกี่ยวกับหลานของรัฐมนตรี จนหลายฝ่ายมองว่าเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของแรงกดดันและระบบผลประโยชน์ภายในราชการ
แหล่งข่าวในแวดวงราชการมองตรงกันว่า การลาออกต่อเนื่องของข้าราชการระดับสูงเหล่านี้ สะท้อนภาวะ “ทนไม่ไหวแล้ว” ต่อปัญหาทุจริตและคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกในระบบอำนาจรัฐ
โดยเฉพาะในช่วงที่สังคมกำลังตั้งคำถามหนักเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง การเมืองแทรกแซงองค์กรรัฐ การโยกย้ายข้าราชการ และการใช้งบประมาณขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้ข้าราชการมืออาชีพจำนวนหนึ่งเริ่มไม่ต้องการอยู่ในระบบที่ถูกครอบงำด้วยผลประโยชน์ทางการเมือง
หลายฝ่ายมองว่า ปรากฏการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียง “การลาออกส่วนบุคคล” แต่เป็นสัญญาณอันตรายของระบบราชการไทย ที่กำลังเผชิญภาวะเสื่อมศรัทธาทั้งจากภายในและจากสายตาประชาชน
สำนักข่าววิหคนิวส์
