“จตุพร” อ่านเกม “ทักษิณ” ผ่านคำว่า “ลืม” ชี้สะท้อนความจำ เชื่อไม่วางมือการเมือง แม้เหลือคดีรุมเร้า
วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวผ่านรายการ “ประเทศไทยต้องมาก่อน” ถึงกรณี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการพักโทษออกจากเรือนจำ โดยมองว่า หลังจากนี้สังคมกำลังจับตาว่า “ทักษิณ” จะวางมือทางการเมือง หรือยังคงมีบทบาททางการเมืองต่อไป
นายจตุพร ระบุว่า คำตอบเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับตัวนายทักษิณเอง ว่าจะเลือกใช้ชีวิตแบบ “คนธรรมดา” หรือยังคงแสดงบทบาทในฐานะ “คนสาธารณะ” ต่อไป แต่จากผลสำรวจความคิดเห็นหลายสำนัก พบว่ากว่า 80% ของประชาชนยังเชื่อว่า นายทักษิณจะไม่วางมือทางการเมือง
พร้อมมองว่า สถานการณ์การเมืองปัจจุบันเปลี่ยนไปจากอดีตมาก โดยเฉพาะผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ที่สะท้อนว่าอิทธิพลทางการเมืองของนายทักษิณ ไม่ได้อยู่ในจุดสูงสุดเหมือนเดิมอีกแล้ว หลังตัดสินใจกลับประเทศไทยและยอมรับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
นายจตุพร ยังระบุว่า แม้จะได้รับการพักโทษ แต่ในทางกฎหมาย นายทักษิณยังเหลือโทษจำคุกอีก 4 เดือน และยังมีอีก 3 คดีสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ คดีชั้น 14 คดีมาตรา 112 และคดีภาษีหุ้นชินคอร์ปวงเงิน 1.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งแต่ละคดียังมีผลต่ออนาคตทางการเมืองและสถานะส่วนตัวของอดีตนายกฯ
นอกจากนี้ นายจตุพร ยังกล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ พูดติดตลกว่า “ไปจำศีลมา 8 เดือน เป็นอัลไซเมอร์ จำอะไรไม่ได้” โดยมองว่า ในทางการเมือง คำว่า “ลืม” กลับสะท้อนถึง “ความจำ” มากกว่า
“การเมืองไม่ใช่พูดซ้ายแล้วจะไปซ้ายเสมอไป บางครั้งพูดอย่างหนึ่ง แต่อาจหมายถึงอีกอย่างหนึ่ง คำว่าไม่จำ หรือบอกว่าลืม ในทางการเมืองจึงอาจหมายถึงการจำได้ทั้งหมด” นายจตุพร กล่าว
พร้อมกันนี้ ยังเตือนว่า นายทักษิณ ต้องคิดให้ดีถึง “เส้นแบ่งระหว่างอิสรภาพกับการถูกจองจำ” เพราะทั้งสองเรื่องอยู่ใกล้กันมาก หากเลือกใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดา ก็อาจไม่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์มากนัก แต่หากยังเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง ก็ย่อมต้องถูกตรวจสอบและวิจารณ์ในฐานะบุคคลสาธารณะ
นายจตุพร ยังเปรียบเทียบสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยในอดีตกับปัจจุบัน โดยระบุว่า ยุครุ่งเรืองของพรรคไทยรักไทยเคยมี ส.ส. มากถึง 377 คน แต่ปัจจุบันพรรคเพื่อไทยเหลือเพียงประมาณ 74 เสียง สะท้อนว่าการกลับไปสู่จุดสูงสุดเดิมอาจเป็นเรื่องยากในบริบทการเมืองปัจจุบัน
สำนักข่าววิหคนิวส์
