ข่าวประจำวัน » จับตา “ช่องแคบมะละกา” คอขวดเศรษฐกิจโลก จุดยุทธศาสตร์เดือดมหาอำนาจ จีน-สหรัฐเปิดเกมชิงอิทธิพล

จับตา “ช่องแคบมะละกา” คอขวดเศรษฐกิจโลก จุดยุทธศาสตร์เดือดมหาอำนาจ จีน-สหรัฐเปิดเกมชิงอิทธิพล

10 May 2026
50   0

จับตา “ช่องแคบมะละกา” คอขวดเศรษฐกิจโลก จุดยุทธศาสตร์เดือดมหาอำนาจ จีน-สหรัฐเปิดเกมชิงอิทธิพล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “ช่องแคบมะละกา” กำลังกลายเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ที่ทั่วโลกจับตามากที่สุด ท่ามกลางการแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ จีน ซึ่งต่างต้องการรักษาผลประโยชน์ด้านพลังงาน การค้า และอิทธิพลทางทะเลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ช่องแคบมะละกา ซึ่งเชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้ ถือเป็นเส้นทางเดินเรือหลักของโลก โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมัน LNG สินค้าอุตสาหกรรม และวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป เข้าสู่เอเชียตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอาเซียน

นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงระบุว่า หากมหาสมุทรเปรียบเสมือน “ทางหลวงโลก” ช่องแคบมะละกาก็คือ “สี่แยกหลัก” ที่กำหนดจังหวะเศรษฐกิจโลก เพราะเรือสินค้าจำนวนมหาศาลต้องผ่านพื้นที่แห่งนี้ทุกวัน

ในเชิงประวัติศาสตร์ ช่องแคบมะละกาเคยเป็นศูนย์กลางอำนาจการค้าตั้งแต่ยุคอาณาจักรศรีวิชัยและมะละกา ก่อนที่มหาอำนาจตะวันตกอย่างโปรตุเกส ดัตช์ และอังกฤษ จะเข้ายึดครองเพื่อควบคุมเส้นทางการค้าโลกตะวันออก โดยเฉพาะ สิงคโปร์ ที่อังกฤษพัฒนาให้เป็นฐานทัพเรือและศูนย์กลางการค้าโลก

ปัจจุบัน ความสำคัญของช่องแคบมะละกายิ่งเพิ่มขึ้น หลังจีนพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและวัตถุดิบผ่านเส้นทางนี้ในสัดส่วนสูง จนเกิดแนวคิดที่เรียกว่า “Malacca Dilemma” หรือความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจีนอาจสะดุดทันที หากเส้นทางดังกล่าวถูกปิดกั้น

ส่งผลให้จีนเร่งลงทุนโครงการ Belt and Road Initiative ทั้งท่าเรือ รถไฟ ท่อส่งน้ำมัน และเครือข่ายโลจิสติกส์ทั่วเอเชีย เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา

ขณะที่ สหรัฐอเมริกา ยังคงรักษายุทธศาสตร์ควบคุมเสรีภาพการเดินเรือในภูมิภาค Indo-Pacific เพื่อรักษาดุลอำนาจทางทะเลและอิทธิพลต่อเศรษฐกิจเอเชีย

ด้าน สิงคโปร์ ยังคงได้เปรียบในฐานะศูนย์กลางการเงินและโลจิสติกส์ระดับโลก ส่วน มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย พยายามรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากเส้นทางเดินเรือ ขณะที่ อินเดีย ใช้จุดยุทธศาสตร์หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ในการถ่วงดุลจีนในมหาสมุทรอินเดีย

ดุลย์ จุลกะเศียน นักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์การเมือง การปกครองชั้นสูง มองว่า แนวโน้มในอนาคตมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิด “การแข่งขันแบบไม่ปะทะตรง” หรือ Armed Peace คล้ายสงครามเย็นยุคใหม่ โดยมหาอำนาจจะสะสมกำลังทางทะเล แข่งขันด้านเทคโนโลยีและเครือข่ายโลจิสติกส์ แต่พยายามหลีกเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบเพราะต้นทุนทางเศรษฐกิจสูงมาก

อีกแนวโน้มสำคัญคือ การเร่งสร้าง “เส้นทางทางเลือก” ทั้งท่อพลังงาน รถไฟ และโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา แม้ยังไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด

สำหรับประเทศไทย ดุลย์ ยัง
มองว่า ไทยอาจกลายเป็น “ตัวแปรยุทธศาสตร์” สำคัญในเกมภูมิรัฐศาสตร์โลก เนื่องจากตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก

โดยไทยมี 3 ทางเลือกสำคัญ คือ การรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจ การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ผ่านโครงการ Land Bridge และความเสี่ยงที่จะกลายเป็นสนามแข่งขันของมหาอำนาจ หากความขัดแย้งสหรัฐ-จีนรุนแรงขึ้น

นักวิชาการด้านภูมิรัฐศาสตร์สรุปว่า ในโลกยุคใหม่ ประเทศที่ควบคุม “เส้นทาง” อาจมีอำนาจไม่ต่างจากประเทศที่ครอบครอง “ทรัพยากร” และช่องแคบมะละกาจะยังคงเป็นหัวใจของเกมเศรษฐกิจและความมั่นคงโลกในศตวรรษที่ 21 ต่อไป

สำนักข่าววิหคนิวส์