สำนักข่าววิหคนิวส์ – นายเจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์วิจารณ์กรณีรัฐบาลมีแนวคิดเตรียมจัดเก็บเงินจากคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ รวมถึงนักท่องเที่ยว โดยมองว่านโยบายดังกล่าวสะท้อนถึงภาวะ “ถังแตก” และ “สิ้นคิด” ของฝ่ายบริหาร พร้อมเตือนว่าจะยิ่งเพิ่มภาระให้กับประชาชนชนชั้นกลาง ขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้สูงแทบไม่ได้รับผลกระทบ
นายเจษฎ์ ระบุว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะลอตัวอยู่แล้ว และแนวทางของรัฐบาลยิ่งสะท้อนถึงปัญหาการบริหารจัดการด้านการเงินของประเทศ โดยเฉพาะการนำแนวคิดเก็บเงินจากคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ทั้งที่ในอดีตเคยมีการเสนอแนวทางลักษณะนี้ แต่สุดท้ายต้องยกเลิก เพราะไม่เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ
“ตอนนี้เหมือนรัฐบาลกำลังแสดงให้เห็นว่าประเทศถังแตก คนไทยจะไปเที่ยวต่างประเทศก็ต้องถูกเก็บเงิน ทั้งที่แนวคิดแบบนี้เคยมีมาแล้ว และสุดท้ายก็พบว่าไม่ได้ช่วยอะไร ควรใช้วิธีอื่นที่สร้างประโยชน์มากกว่า” นายเจษฎ์ กล่าว
พร้อมกันนี้ นายเจษฎ์ ยังเสนอว่า หากรัฐบาลต้องการเพิ่มสภาพคล่องทางเศรษฐกิจและดึงเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศ ควรใช้มาตรการเชิงบวก เช่น ส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ สนับสนุนการใช้สินค้าไทย รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาและใช้จ่ายในประเทศไทย เพื่อให้เงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง
“สิ่งที่รัฐบาลควรคิดคือทำอย่างไรให้คนต่างชาติอยากมาเที่ยวไทยมากขึ้น เมื่อเขาเข้ามาแล้วก็ต้องกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย เม็ดเงินจะได้หมุนเวียนอยู่ในประเทศ มากกว่าจะใช้วิธีเก็บเงินจากประชาชน ซึ่งสะท้อนชัดว่ารัฐบาลกำลังถังแตกและหมดทางคิด” นายเจษฎ์ กล่าว
นอกจากนี้ นายเจษฎ์ ยังเปรียบเทียบนโยบายดังกล่าวกับแนวคิดการจัดเก็บค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได ที่มองว่าเป็นการดึงภาระจากคนชั้นกลางไปช่วยกลุ่มรายได้น้อย ขณะที่คนมีฐานะกลับไม่ได้รับผลกระทบ โดยชี้ว่าการเก็บเงินเพิ่มจากการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ แม้จะเป็นจำนวนไม่มาก แต่ก็สร้างภาระให้กับประชาชนรายได้ปานกลางอย่างชัดเจน
ท้ายที่สุด นายเจษฎ์ เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนและยุติแนวคิดดังกล่าว พร้อมเสนอให้หามาตรการอื่นในการสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจแทนการผลักภาระไปยังประชาชน โดยระบุว่า “ควรเลิกใช้วิธีแบบคนถังแตก แล้วหาทางสร้างเม็ดเงินด้วยวิธีที่สร้างสรรค์มากกว่า”
