สำนักข่าววิหคนิวส์ – สนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเริ่มคึกคัก หลัง มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ “เต้” ประกาศเตรียมลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ในนามกลุ่มอิสระ พร้อมเปิดนโยบายชุดใหญ่ ทั้ง “นวดคนละครึ่ง” ตั้ง “สำนักงานจัดหาคู่” แก้ปัญหาคนโสดวัยทำงาน รวมถึงผลักดันโรงพยาบาลศัลยกรรมราคาประหยัด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ
นายมงคลกิตติ์ พร้อมทีมงาน เดินทางไปยังตึก 6 มหาวิทยาลัยรังสิต จ.ปทุมธานี หลังมีกลุ่มนักศึกษานัดพูดคุยและร่วมทำคอนเทนต์ โดยเปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างวางทีมบริหารและคัดเลือกรองผู้ว่าฯ ในหลายด้าน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่สนามเลือกตั้งอย่างเต็มตัว
เจ้าตัวย้ำว่า นโยบายหลักจะเน้นเรื่อง “ความงาม สุขภาพ และเศรษฐกิจบริการ” เพราะมองว่า กรุงเทพฯ ควรเป็นเมืองที่ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดี มีรายได้ และมีความสุขมากขึ้น
สำหรับการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 นายมงคลกิตติ์ เสนอให้ตรวจสอบมาตรฐานรถยนต์ทั้งรถเก่า รถใหม่ และโรงงานผลิตรถยนต์อย่างเข้มงวด หากไม่ผ่านมาตรฐานต้องสั่งหยุดใช้งานทันที พร้อมเสนอแนวคิดจำกัดปริมาณรถเข้ากรุงเทพฯ โดยแบ่งช่วงเวลาการใช้รถออกเป็น 3 กะ กะละ 8 ชั่วโมง เพื่อลดปัญหาการจราจรและมลพิษในเมือง
ส่วนประเด็น “คนโสด” ที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมาก นายมงคลกิตติ์ ระบุว่า ปัจจุบันคนวัยทำงานในกรุงเทพฯ อายุ 25-34 ปี มีสถานะโสดสูงถึง 50-60% ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประชากรในอนาคต จึงเสนอจัดตั้ง “สำนักงานจัดหาคู่” เป็นหน่วยงานใหม่ของ กทม. กระจายตามเขตต่าง ๆ โดยมีเจ้าหน้าที่ช่วยจับคู่และสร้างโอกาสให้ประชาชนมีคู่ภายใน 30 วัน
อีกหนึ่งนโยบายที่สร้างเสียงฮือฮา คือแนวคิดจัดตั้ง “โรงพยาบาลศัลยกรรม” โดยเตรียมแยกโรงพยาบาลในสังกัด กทม. บางแห่ง ออกมาเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านศัลยกรรมและความงาม พร้อมรับแพทย์เฉพาะทางเพิ่มเติม และอาจร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการเสริมความงาม เช่น ศัลยกรรมจมูก หน้าอก ทำสีผิว รีแพร์ และดูแลรูปร่าง ในราคาที่จับต้องได้
นอกจากนี้ ยังเสนอ “โครงการนวดคนละครึ่ง” โดยใช้รูปแบบคล้ายโครงการคนละครึ่งของรัฐบาลในอดีต คือให้ กทม. ช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่ง เช่น ค่านวด 600 บาท ประชาชนจ่ายเอง 300 บาท และ กทม. ช่วยอีก 300 บาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจบริการและช่วยลดภาระค่าครองชีพให้คนกรุงเทพฯ
การเปิดนโยบายครั้งนี้ ทำให้โลกออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งในมุมสนับสนุนว่าเป็นแนวคิดสร้างสรรค์ และอีกด้านที่มองว่าเป็นนโยบายสายไวรัลเรียกกระแส ก่อนศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในอนาคตอันใกล้


