รายงานข่าวล่าสุดจาก The Jerusalem Post ระบุว่า ทำเนียบขาวกำลังเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านในรูปแบบบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความยาว 1 หน้ากระดาษ เพื่อยุติสภาวะสงครามและวางกรอบการเจรจานิวเคลียร์ฉบับละเอียด โดยแหล่งข่าวระดับสูงจากรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยว่าวอชิงตันกำลังรอคำตอบในประเด็นสำคัญหลายจุดจากทางเตหะรานภายใน 48 ชั่วโมงข้างหน้า ซึ่งถือเป็นจังหวะที่ทั้งสองฝ่ายเข้าใกล้ข้อตกลงมากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีความขัดแย้ง
.
สาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจ 14 ประการ:
- การยุติสงคราม: ประกาศสิ้นสุดการสู้รบในภูมิภาคและเริ่มต้นช่วงเวลาเจรจา 30 วัน เพื่อจัดทำข้อตกลงฉบับสมบูรณ์
- การควบคุมนิวเคลียร์: อิหร่านต้องระงับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม โดยมีระยะเวลาที่กำลังเจรจาระหว่าง 12 ถึง 15 ปี (จากเดิมที่สหรัฐฯ เรียกร้อง 20 ปี และอิหร่านเสนอ 5 ปี)
- เสรีภาพการเดินเรือ: ทั้งสองฝ่ายจะทยอยยกเลิกการปิดกั้นและการจำกัดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซภายในกรอบเวลา 30 วัน
- มาตรการทางเศรษฐกิจ: สหรัฐฯ ตกลงที่จะทยอยยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและคืนเงินงบประมาณของอิหร่านมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่ถูกอายัดไว้ทั่วโลก
- การตรวจสอบ: อิหร่านต้องยินยอมให้มีการตรวจสอบแบบฉุกเฉิน (Snap Inspections) จากสหประชาชาติ และให้คำมั่นว่าจะไม่สร้างอาวุธนิวเคลียร์หรือดำเนินกิจกรรมในโรงงานใต้ดิน
.
จุดเปลี่ยนสำคัญของสถานการณ์นี้คือการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจชะลอปฏิบัติการทางทหารในช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อรักษาความคืบหน้าของการเจรจาที่ดำเนินผ่านตัวแทนอย่าง สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ โดยมีปากีสถานเป็นตัวกลางประสานงาน นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าอิหร่านอาจยอมโอนย้ายยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องหลักของสหรัฐฯ ที่เตหะรานเคยปฏิเสธมาโดยตลอด
.
อย่างไรก็ตาม ทางด้าน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงท่าทีระมัดระวังโดยระบุว่า แม้จะไม่จำเป็นต้องสรุปข้อตกลงทั้งหมดภายในวันเดียว แต่การแก้ปัญหาทางการทูตจะต้องมีความชัดเจนในเรื่องขอบเขตของการประนีประนอม ขณะที่เจ้าหน้าที่บางส่วนยังคงแสดงความไม่มั่นใจเนื่องจากความแตกแยกภายในของผู้นำอิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลให้การบรรลุฉันทามติขั้นสุดท้ายเป็นไปได้ยาก หากการเจรจาล้มเหลว สหรัฐฯ พร้อมที่จะกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลและปฏิบัติการทางทหารทันที
