“บรรจง นะแส” อดีตนายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย ส่งสัญญาณเตือนแรงถึงรัฐบาล กรณีการผลักดันโครงการ “แลนด์บริดจ์” โดยเชื่อว่าอาจจุดชนวนการชุมนุมต่อต้านครั้งใหญ่จากภาคประชาชน หากยังคงเดินหน้าโดยไม่รับฟังเสียงในพื้นที่ พร้อมฟันธงว่า “จะได้เห็นการลุกขึ้นสู้แน่นอน 100%”
คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยง เจอกัน” ซึ่งสะท้อนความกังวลต่อทิศทางการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ที่กำลังเผชิญ “วิกฤตความเชื่อมั่น” จากสังคม อันมีรากเหง้ามาจากปัญหาความโปร่งใสและภาพจำเรื่องคอร์รัปชันในอดีต ส่งผลให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามว่า เมกะโปรเจกต์ดังกล่าวจะตอบโจทย์ประเทศ หรือเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนเป็นหลัก
บรรจงระบุว่า การลงทุนมหาศาลควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจจากประชาชน แต่เมื่ออันดับความโปร่งใสของประเทศยังไม่อยู่ในระดับสูง การเดินหน้าโครงการย่อมถูกตั้งข้อสงสัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในอีกด้าน เขาเสนอว่ารัฐควรหันมาให้ความสำคัญกับ “การท่องเที่ยว” ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญของประเทศ โดยใช้งบประมาณพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในแหล่งท่องเที่ยวและชุมชนท้องถิ่น เพื่อกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความยั่งยืน มากกว่าการทุ่มงบกับโครงการที่มีความเสี่ยงสูง
นอกจากนี้ ยังแสดงความกังวลต่อร่างกฎหมายระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ที่ถูกมองว่าเปิดช่องให้อำนาจรวมศูนย์อยู่ในมือคณะกรรมการเพียงไม่กี่คน สามารถเปลี่ยนแปลงผังเมือง ข้ามขั้นตอนด้านสิ่งแวดล้อม และเปิดทางให้ต่างชาติเข้าถือครองสิทธิในที่ดินระยะยาว ซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิของชุมชนและเกษตรกร
บรรจงยังยกบทเรียนจากโครงการ EEC ในภาคตะวันออกเป็นตัวอย่าง โดยชี้ว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมในอดีตได้สร้างผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลและสิ่งแวดล้อม ขณะที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกลับกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ มากกว่าจะกระจายสู่คนในพื้นที่
สำหรับชาวบ้านในพื้นที่เป้าหมายของโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่ว่าจะเป็นชาวประมง เกษตรกร หรือผู้ประกอบการรายย่อย ต่างเผชิญความไม่แน่นอนต่ออนาคต เนื่องจากทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นฐานชีวิตอาจถูกกระทบ ขณะที่รัฐยังไม่มีคำตอบชัดเจนในการรองรับหรือเยียวยา
ประเด็นการจ้างงานกว่า 200,000 ตำแหน่งที่รัฐนำเสนอ ก็ถูกตั้งคำถามถึงความสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น โดยบรรจงมองว่า การผลักดันให้ประชาชนเปลี่ยนจากเกษตรกรหรือชาวประมงไปเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ไม่ใช่ทางออกที่แท้จริงของคุณภาพชีวิต
ท้ายที่สุด เขาเตือนว่า หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าโครงการโดยไม่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง อาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวคัดค้านครั้งใหญ่ ซึ่งไม่เพียงสะท้อนความขัดแย้งเชิงนโยบาย แต่ยังเป็นการปะทะกันระหว่างแนวคิด “การพัฒนา” กับ “การรักษาฐานทรัพยากรและวิถีชีวิต” ของคนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำนักข่าววิหคนิวส์ รายงาน
