ข่าวประจำวัน » คดี ‘ศักดิ์สยาม’!! อดีตหัวหน้าองค์คณะศาลฎีกย้ำ สะเทือนมาตรฐานบุติธรรม อาจขัดคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ

คดี ‘ศักดิ์สยาม’!! อดีตหัวหน้าองค์คณะศาลฎีกย้ำ สะเทือนมาตรฐานบุติธรรม อาจขัดคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญ

27 April 2026
53   0

วัส ติงสมิตร อดีตหัวหน้าองคณะศาลฎีกา ระบุว่า 1 ความจริง 2 ผลลัพธ์?: วิพากษ์คำวินิจฉัย ป.ป.ช. คดีซุกหุ้นศักดิ์สยาม และทางออกของปัญหา คดีการถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ กลายเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์กฎหมายไทย ไม่ใช่แค่เรื่องตัวบุคคล แต่คือบททดสอบ “มาตรฐานการตรวจสอบ” ระหว่างศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช.

1.  วิพากษ์มติ ป.ป.ช.: 6 ข้อโต้แย้งที่มองเห็นชัด 1.เรื่อง "นิติกรรมสมบูรณ์ทางทะเบียน" (Form vs. Substance) 📄 • มติ ป.ป.ช.: ให้ความสำคัญกับการจดทะเบียนโอนหุ้นในปี 2561 ว่าถูกต้องตามรูปแบบกฎหมายแพ่ง • ข้อโต้แย้ง: ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย (ที่ 1/2567) ไว้ชัดเจนว่านี่คือ "นิติกรรมอำพราง" แม้รูปแบบภายนอกจะดูเหมือนมีการโอนจริง แต่โดยพฤติการณ์ทางภาษีและรายได้ของผู้รับโอน (นายศุภวัฒน์) พบว่าไม่มีความสามารถในการซื้อหุ้นจริง การที่ ป.ป.ช. ยึดถือเพียง "เอกสารทางทะเบียน" โดยไม่พิจารณา "เนื้อหาที่แท้จริง" จึงขัดกับบรรทัดฐานของศาลรัฐธรรมนูญที่วางไว้ว่า เนื้อหาสำคัญกว่ารูปแบบ (Substance over Form) 
2.  เส้นทางการเงิน (Money Trail) 💸 • มติ ป.ป.ช.: มองว่ามีการชำระเงินค่าหุ้นเสร็จสิ้นแล้ว • ข้อโต้แย้ง: ศาลรัฐธรรมนูญชี้ให้เห็น "วงจรเงินไหลวน" ว่าเงินที่นำมาซื้อหุ้นแท้จริงแล้วหมุนเวียนมาจากกระเป๋าของนายศักดิ์สยามเอง (โอนเข้าบริษัท -> บริษัทโอนให้นายศุภวัฒน์-> นายศุภวัฒน์นำมาซื้อหุ้น) การที่ ป.ป.ช. มองข้ามความผิดปกติของที่มาเงินส่วนนี้ และสรุปว่ามีการซื้อขายหุ้นกันจริง จึงเป็นการพิจารณาข้อเท็จจริงที่ไม่ครบถ้วนตามพฤติการณ์แวดล้อมแห่งคดี 
3.  เจตนาปกปิด (Intent to Conceal) 🤫 • มติ ป.ป.ช.: เชื่อว่านายศักดิ์สยาม "เข้าใจโดยสุจริต" ว่าโอนหุ้นไปแล้วจึงไม่ได้ยื่นในบัญชีทรัพย์สิน • ข้อโต้แย้ง: หากนายศักดิ์สยามเป็นผู้วางแผนและจัดสรรเงินให้นายศุภวัฒน์นำมาซื้อหุ้นของตนเอง ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะ "เข้าใจโดยสุจริต" ว่าตนเองไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้นแล้ว พฤติการณ์การทำนิติกรรมอำพรางในตัวมันเองคือข้อพิสูจน์ถึง "เจตนาปกปิด" ตั้งแต่ต้น การอ้างว่าขาดเจตนาเพราะยึดตามเอกสารที่ตนเองสร้างขึ้น (Self-serving evidence) จึงมีน้ำหนักน้อยมากในเชิงการตรวจสอบทุจริต4. อำนาจควบคุมที่แท้จริง (De Facto Control) 🕹️ • มติ ป.ป.ช.: ระบุว่าไม่พบหลักฐานการเข้าไปบริหารจัดการหลังโอนช่องทางตรวจสอบ ป.ป.ช. เมื่อ "ผู้ตรวจสอบ" ถูกตรวจสอบ 🔍 เมื่อมีการสงสัยว่า กรรมการ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ การตรวจสอบ มี 2 เส้นทาง

1.  เส้นทางหลัก: สส. หรือ สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20,000 คน เข้าชื่อกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. โดยยื่นต่อประธานรัฐสภา เพื่อพิจารณาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ดำเนินการไต่สวน ถ้าเห็นว่ามีมูล คณะผู้ไต่สวนอิสระจะส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องกรรมการ ป.ป.ช. ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป (มาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ) 
2.  เส้นทางรอง: ประชาชนซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยตรง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 880/2555) มีสิทธิไปฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้ เส้นทางรองนี้มีคำพิพากษาศาลฎีกา (ประชุมใหญ่) สนับสนุน คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5673/2562 ซึ่งวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง เป็นเพียงบทบัญญัติที่เพิ่มช่องทางในการดำเนินคดีแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่โจทก์ (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ) เป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 (กรรมการ ป.ป.ช.) ยังคงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) โดยยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 7 ประกอบมาตรา 3 วรรคสอง (1) ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ได้ และมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนของจำเลยที่ 8 และที่ 9 ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนได้ด้วยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 3 วรรคสอง (5) ข้อเสนอแนะ: หากองค์กรผู้ใช้บังคับกฎหมาย (รวมทั้งศาล) มีระดับการพิจารณาความเสียหายของผู้มีสิทธิฟ้องคดีแคบจนเกินไป เป็นเหตุให้ประชาชนไม่มีอำนาจฟ้องจนกระทบต่อการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ก็อาจถึงเวลาแล้วที่ต้องผลักดันให้มีกฎหมาย “สิทธิฟ้องคดีโดยพลเมือง" (Citizen Suit) ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญทางนิติศาสตร์สมัยใหม่ ที่มีหลักการพื้นฐานเพื่อประโยชน์สาธารณะ และเพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ (Non-feasance) หรือใช้อำนาจโดยมิชอบ (Misfeasance) และมักปรากฏอยู่ในกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม การป้องกันการทุจริตและการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ และคดีผู้บริโภค• ข้อโต้แย้ง: ศาลรัฐธรรมนูญตรวจพบพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ เช่น การที่นายศุภวัฒน์นำใบเสร็จค่าน้ำมันรถยนต์ส่วนตัวของนายศักดิ์สยามมาเบิกเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท และความสัมพันธ์เรื่องที่ตั้งสำนักงานที่ยังอยู่ในรั้วบ้านเดียวกัน พฤติการณ์เหล่านี้สะท้อนถึงการ "ยังคงไว้ซึ่งอำนาจควบคุม" (Control) แม้จะไม่มีชื่อบริหารในเอกสาร แต่ในทางปฏิบัติ (De Facto) ยังบริหารจัดการบริษัทอยู่ 5. การใช้สัญญาประนีประนอมเป็นเกราะ (Settlement Shield) 

🛡️ • มติ ป.ป.ช.: ให้น้ำหนักกับสัญญาประนีประนอมในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่าเป็นการยุติข้อพิพาทและยืนยันการขายหุ้น • ข้อโต้แย้ง: สัญญาประนีประนอมยอมความคือความตกลงระหว่าง “บุคคลสองคน” (นายศักดิ์สยามกับนายศุภวัฒน์) ซึ่งสามารถตกลงกันอย่างไรก็ได้เพื่อให้คดียุติ (ถ้ามีข้อพิพาทจริง) แต่ไม่สามารถนำมาล้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลผูกพันทุกองค์กรได้ การที่ ป.ป.ช. ยอมรับนิติกรรมใหม่ (การซื้อขายที่ดินเพื่อยุติข้อพิพาท) มาเป็นเหตุผลในการยกคำร้อง อาจถูกมองว่าเป็นการเปิดช่องให้มีการใช้กระบวนการทางแพ่งมาฟอก “ความผิดทางการเมือง” หรือ “นิติกรรมอำพราง” ที่ถูกจับได้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิธีการทำสัญญาประนีประนอมยอมในศาล และขอให้ศาลพิพากษาตามยอมนั้น เป็นเทคนิคที่มีการใช้กันมานานแล้ว แต่หากต่อมาพิสูจน์ได้ว่า สัญญานั้นมีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมาย ย่อมเป็นโมฆะ ใช้บังคับไม่ได้ 6. ประเด็นของ ป.ป.ช. กับ ศาลรัฐธรรมนูญ

🏛️ มติ ป.ป.ช.: อ้างว่าเป็นคนละประเด็นกัน (สถานะรัฐมนตรี vs การยื่นบัญชีเท็จ) • ข้อโต้แย้ง: ละครเรื่องเดียวกัน แต่คนละบท? ข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ว่า “ใครคือเจ้าของหุ้นที่แท้จริง” ย่อมเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นที่สุด (Base Fact) และการเป็นเจ้าของหุ้นตัวจริง หรือเข้าใจว่าไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้นแล้ว จะเกิดขึ้นในข้อเท็จจริงเดียวกันไม่ได้ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นนิติกรรมอำพราง การที่ ป.ป.ช. วินิจฉัยว่าเป็นนิติกรรมที่ทำโดยสุจริต ย่อมเป็นการทำลายคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ขัดต่อมาตรา 211 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กรของรัฐอนึ่ง จากบทวิเคราะห์ในข้อ 2 แสดงให้เห็นว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในคดีนี้ นอกจากจะไม่ได้แสดงเหตุผลอันสมควรประกอบแล้ว เหตุผลที่ปรากฏเกือบทุกประเด็น หากใช้สามัญสำนึกพิจารณา ก็รู้ได้ว่าเป็นเหตุผลที่ขัดกันจนไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และสะท้อน “ตรรกะวิปริต” (Logical Fallacy) มากกว่าการตีความโดยสุจริต ดังนั้น กรรมการ ป.ป.ช.ชุดที่วินิจฉัยคดีนี้เมื่อเดือนกันยายน 2568 เสียงข้างมาก (ถ้ามี) จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ป.ป.ช. ให้พ้นความผิดได้ (มาตรา 41 วรรคสอง ของ พรป. ป.ป.ช.) ส่วนการตรวจสอบกรรมการ ป.ป.ช. กรณีฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง สามารถดำเนินการทางช่องทางหลักได้เพียงช่องทางเดียวเท่านั้น และคณะผู้ไต่สวนอิสระจะเป็นผู้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกา (มาตรา 237 (2) ของรัฐธรรมนูญ) ไม่ใช่เสนอต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

📌 บทสรุป คดีนี้ท้าทายว่า “คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะมีความศักดิ์สิทธิ์เพียงใด?” หากองค์กรปราบโกงเลือกมองแค่ “เปลือกทางทะเบียน” มากกว่า “เนื้อหาที่แท้จริง” สังคมไทยคงยากจะหลุดพ้นจากวงจรนิติกรรมอำพรางที่คอยกัดกินธรรมาภิบาลของประเทศ 🇹🇭