วิหคนิวส์ – จากกรณีคำวินิจฉัยของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในคดีการถือครองทรัพย์สินของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ถูกสังคมตั้งคำถามถึงความโปร่งใส ล่าสุด รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยง เจอกัน” โดยระบุว่ากระบวนการพิจารณาดังกล่าวยังมีข้อกังขาหลายประการ และอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อองค์กรอิสระ
นักวิชาการรายนี้ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุผลของ ป.ป.ช. ในการยุติคดี ยังมีลักษณะขัดแย้งในตัวเอง โดยเฉพาะประเด็นการ “ปกปิดข้อเท็จจริงอันควรแจ้ง” ซึ่งในกรณีที่มีการโอนย้ายทรัพย์สินไปยังบุคคลอื่น ผู้ยื่นบัญชีทรัพย์สินควรมีหน้าที่ชี้แจงที่มาอย่างชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดช่องว่างในการตรวจสอบ พร้อมระบุว่าหากกระบวนการตรวจสอบไม่เข้มงวด ก็อาจไม่สามารถป้องกันการทุจริตได้อย่างแท้จริง
ในอีกประเด็นหนึ่ง รศ.ดร.เจษฎ์ ชี้ถึงความสำคัญของคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 211 ที่มีผลผูกพันทุกองค์กร โดยมองว่า ป.ป.ช. อาจตีความในลักษณะแคบเกินไป โดยให้ความสำคัญเพียงข้อสรุปทางกฎหมาย แต่ไม่ได้พิจารณารายละเอียดเชิงลึก เช่น ความผิดปกติของธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งอาจมีนัยสำคัญต่อการตรวจสอบการปกปิดทรัพย์สิน
นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึง “มาตรฐานการทำงาน” ของ ป.ป.ช. เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีอื่น เช่น การดำเนินคดีกับอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 44 คน ที่มีความรวดเร็ว แตกต่างจากกรณีนี้ที่ถูกตีตก ทำให้เกิดคำถามถึงความสม่ำเสมอและความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่
สำหรับประเด็นทางกฎหมาย รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า แนวคิดเรื่อง “บกพร่องโดยสุจริต” ไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายในกรณีความรับผิดเกี่ยวกับการยื่นบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งมักเป็นลักษณะความรับผิดเด็ดขาด (Strict Liability) กล่าวคือ แม้ไม่มีเจตนา หากมีการไม่เปิดเผยข้อมูลที่ควรแจ้ง ก็อาจเข้าข่ายความผิดได้
พร้อมกันนี้ ยังได้เตือนถึงบทเรียนทางการเมืองในอดีตว่า การเริ่มต้นจากข้ออ้างเล็กน้อย อาจนำไปสู่ปัญหาเชิงระบบในระยะยาว หากขาดการยึดหลักจริยธรรมและความโปร่งใส
ในช่วงท้าย นักวิชาการเสนอว่า หากสังคมยังมีข้อสงสัยต่อบทบาทขององค์กรอิสระ ควรใช้กลไกตามกฎหมายในการตรวจสอบ เช่น การเข้าชื่อของประชาชน หรือการใช้ช่องทางทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามจนกระทบต่อเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของประเทศในภาพรวม
