หมาเฝ้าบ้าน – “ถ้าเป็นกรณีเรื่องเจตนาแล้ว ผมว่าไม่รอด… คนที่ไม่รอดคือตัวคณะกรรมการ ป.ป.ช.” วัส ติงสมิตร อดีตประธาน กสม. – อดีตผู้พิพากษาในศาลฎีกา เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยง เจอกัน” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร
7 เดือนแห่งความเงียบงัน! ป.ป.ช. รอดหรือร่วง? หลังซุ่มเงียบยกคำร้องคดีซุกหุ้น “ศักดิ์สยาม” สวนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เจาะลึกมุมมอง “วัส ติงสมิตร” อดีตประธาน กสม. และอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา กับช่องทางลากตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ และวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระที่ถูกการเมืองครอบงำ!
❏ ป.ป.ช. อมพะนำ ขัดกฎหมายเรื่องการเปิดเผยข้อมูล
แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะฟันธงให้คุณศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีจากกรณีซุกหุ้นไปแล้ว แต่ ป.ป.ช. กลับมีมติยกคำร้องข้อหาจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 สิ่งที่น่ากังขาคือผ่านมาเกือบ 7 เดือน ป.ป.ช. กลับไม่ยอมเปิดเผยเหตุผลในการปัดตกคดีนี้ให้ประชาชนรับทราบ ทั้งที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 58 บัญญัติชัดเจนว่าต้องแจ้งผู้ถูกกล่าวหาภายใน 15 วัน และต้องเปิดเผยเหตุผลต่อสาธารณะ การดึงเชงไม่ชี้แจงจึงถือเป็นความผิดปกติอย่างยิ่ง
“กฎหมายบัญญัติให้เปิดเผยนะครับ ไม่ใช่ซุกไว้… นี่เป็นตัวบทกฎหมายที่ไม่ต้องตีความ”
❏ ข้ออ้าง “ขาดเจตนา” ฟังไม่ขึ้น ค้านหลักฐานเส้นเงิน
หาก ป.ป.ช. ใช้เหตุผลในการยกคำร้องว่าคุณศักดิ์สยาม “ไม่มีเจตนา” ปิดบังทรัพย์สิน เหตุผลนี้ถือว่าอ่อนและขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง เพราะในการพิจารณาของศาลได้มีการกางหลักฐานเส้นทางการเงินอย่างละเอียดแบบนาทีต่อนาที โดยเฉพาะช่วงเวลา 8 นาทีที่มีการโอนเงินเข้า-ออกซึ่งชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของการซื้อขายหุ้นอย่างชัดเจน ดังนั้นการอ้างว่าขาดเจตนาจึงเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
“ถ้าเป็นกรณีเรื่องเจตนาแล้ว ผมว่าไม่รอด ฟังไม่ได้ เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นนะครับ”
❏ กรรมการ ป.ป.ช. เสียงข้างมาก เสี่ยงติดคุกเสียเอง
การใช้ดุลพินิจที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ ย่อมนำมาซึ่งความเสี่ยงทางกฎหมาย หากมติยกคำร้องมาจาก “เสียงข้างมาก” กรรมการ ป.ป.ช. กลุ่มนั้นอาจต้องเผชิญกับข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบเสียเอง แม้กฎหมายจะมีข้อยกเว้นความรับผิดหากกระทำโดย “สุจริต” แต่พฤติการณ์ที่ปกปิดเหตุผลนานกว่าครึ่งปี ย่อมเป็นหลักฐานมัดตัวว่าการทำงานอาจไม่โปร่งใส ส่วนกรรมการ “เสียงข้างน้อย” ที่บันทึกความเห็นแย้งไว้ในรายงานการประชุมจะรอดตัวไป
“คนที่ไม่รอดคือตัวคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรที่วินิจฉัยปัญหานี้นะครับ”
❏ กำแพงรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบองค์กรอิสระสุดหิน
การจะเอาผิดกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะรัฐธรรมนูญได้ออกแบบกลไกปกป้ององค์กรอิสระไว้ค่อนข้างแน่นหนา “เส้นทางหลัก” ในการดำเนินคดีคือต้องให้ประชาชนเข้าชื่อ หรือผ่านประธานรัฐสภา เพื่อส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาให้ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาตรวจสอบ ซึ่งกระบวนการนี้มีความซับซ้อนและต้องฝ่าด่านทางการเมืองหลายชั้น ทำให้ในทางปฏิบัติ การลากตัวคนในองค์กรระดับท็อปมาขึ้นศาลจึงแทบจะกลายเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้
“รัฐธรรมนูญก็เขียนไว้จนกระทั่งแทบจะดำเนินคดีกับองค์กรเหล่านี้ได้ยากมากนะครับ”
❏ “เส้นทางรอง” ความหวังใหม่ในการตีแสกหน้า ป.ป.ช.
แม้เส้นทางหลักจะริบหรี่ แต่ศาลฎีกาเคยสร้างบรรทัดฐานไว้ในคดีอดีต รมว.ต่างประเทศ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5673/2562) ซึ่งชี้ให้เห็นว่ายังมี “เส้นทางรอง” ให้เดิน นั่นคือการนำคดีไปยื่นฟ้องโดยตรงต่อ “ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง” โดยไม่ต้องผ่านกลไกของรัฐสภา ช่องทางนี้จึงเปรียบเสมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่ยังเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบการทำหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้โดยตรง
“ศาลฎีกาท่านก็ได้ออกคำพิพากษามาว่ายังมี ‘เส้นทางรอง’… ก็คือไปที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง”
❏ โจทย์ใหญ่ข้อกฎหมาย ใครคือ “ผู้เสียหาย” ตัวจริง?
แม้จะมีเส้นทางรองให้ฟ้องตรงต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้ แต่ด่านสำคัญคือผู้ฟ้องต้องมีสถานะเป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งในโซเชียลมักมองว่าประชาชนผู้เสียภาษีทุกคนคือผู้เสียหายและมีสิทธิ์ฟ้องได้ แต่ในทางกฎหมายที่เคร่งครัด ศาลไม่สามารถรับฟ้องด้วยความรู้สึกหรืออารมณ์ร่วมของสังคมได้ การหาตัวบุคคลหรือหน่วยงานที่มีส่วนได้เสียโดยตรงเพื่อไปยื่นฟ้องจึงเป็นความท้าทายอย่างมากในคดีนี้
“ใครเป็นผู้เสียหายได้เนี่ย ก็ต้องช่วยกันคิดนะครับ… มันต้องเป็นไปตามหลักกฎหมาย”
❏ วิกฤตศรัทธา เมื่อสภา-องค์กรอิสระเป็นสีเดียวกัน
สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบตรวจสอบและถ่วงดุล เมื่อกลไกการแต่งตั้งกรรมการในองค์กรอิสระต้องผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา และหากเกิดกรณีที่เสียงข้างมากในสภามีทิศทางเอื้อประโยชน์ให้กับขั้วอำนาจเดียวกัน ย่อมส่งผลให้องค์กรอิสระสูญเสียความเป็นกลาง ประชาชนจึงเกิดความสิ้นหวังต่อข้อเท็จจริงทางการเมือง นำไปสู่บทสรุปที่น่าตกใจว่า ท้ายที่สุดแล้วเสียงที่คอยครอบงำประเทศไทยอยู่เบื้องหลังคือเสียงของใครกันแน่
.
“ถือว่าเสียงที่มาครอบงำปกครองประเทศไทยเนี่ยคือเสียงของใคร อันนี้คือโจทย์ใหญ่ที่เราต้องช่วยกันคิด”
#เที่ยงเจอกัน #ปปช #ศักดิ์สยาม #ศาลรัฐธรรมนูญ #วัสติงสมิตร #คดีซุกหุ้น #การเมืองไทย #องค์กรอิสระ
Credit : หมาเฝ้าบ้าน
