THAI PRESS ระบุว่า
ปลัดคลังสั่งระงับใบลาออก “กุลยา ตันติเตมิท” อธิบดีกรมสรรพากร ย้ำเป็นบุคลากรสำคัญของกระทรวง
กระทรวงการคลังเผชิญความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ หลังนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง มีคำสั่งระงับการยื่นหนังสือลาออกจากราชการของ ดร.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งเดิมมีกำหนดให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป โดยปลัดกระทรวงการคลังได้ขอให้กลับไปทบทวนการตัดสินใจอีกครั้งอย่างเร่งด่วน เนื่องจากพิจารณาเห็นว่า ดร.กุลยา เป็นบุคลากรระดับบริหารที่มีความรู้ความสามารถโดดเด่น และถือเป็นกำลังหลักสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายการคลังและยุทธศาสตร์การจัดเก็บรายได้ของประเทศในปัจจุบัน
.
แหล่งข่าวภายในกระทรวงระบุว่า การตัดสินใจลาออกกะทันหันในครั้งนี้ อาจได้รับแรงกดดันจากกระแสการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงที่มีความเข้มข้นภายหลังการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างอำนาจและการจัดวางตัวบุคคลอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกรณีการโอนย้ายในลักษณะ “ย้ายฟ้าผ่า” จากตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากรมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร ทั้งที่เพิ่งเข้ารับหน้าที่ได้เพียง 7 วัน เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อแวดวงข้าราชการอย่างมาก และถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นสัญญาณของแรงเสียดทานภายในที่ส่งผลต่อการบริหารงาน
.
สำหรับ ดร.กุลยา ตันติเตมิท ได้รับการยอมรับในฐานะข้าราชการหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ผ่านการดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมจัดเก็บรายได้หลักทั้ง 3 กรม ประกอบด้วย กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ซึ่งถือเป็นเส้นทางสำคัญในการก้าวสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังในอนาคต การประกาศลาออกในจังหวะที่สถานการณ์ภายในกำลังร้อนระอุ จึงถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณถึงความไม่สอดคล้องในการดำเนินนโยบายหรือการเผชิญกับข้อจำกัดบางประการในการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงรอยต่อทางการเมือง
.
ในด้านประวัติการทำงาน ดร.กุลยา ถือเป็น “ลูกหม้อ” ที่เติบโตมาจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) โดยเคยดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งผู้อำนวยการ สศค. และอธิบดีกรมบัญชีกลาง รวมถึงมีประสบการณ์ระดับสากลในฐานะผู้บริหารกลุ่มธนาคารโลก ด้านการศึกษาจบปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้รับทุน ก.พ. ศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอก ณ สหรัฐอเมริกา ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาคที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ปลัดกระทรวงการคลังพยายามยับยั้งการลาออกในครั้งนี้เพื่อรักษาบุคลากรคุณภาพระดับสูงไว้ในระบบราชการต่อไป
