ไทยโพสต์ ระบุว่า
‘ผู้เชี่ยวชาญพลังงาน’ เจาะลึกกาตาร์ระงับส่งมอบ LNG ไทยเตรียมรับมือ ‘ค่าไฟ’ มหาโหด
‘ผู้เชี่ยวชาญพลังงาน’ เจาะลึกวิกฤตพลังงานโลก กาตาร์ระงับส่งมอบ LNG สายการผลิตพังเสียหายยับเยิน เป็นหายนะทางวิศวกรรม ใช่เวลาฟื้นฟู 3-5 ปี ประเทศไทยเตรียมรับมือ ‘ค่าไฟ’ มหาโหด แนะเปลี่ยนแผนด่วน ชง 3 ไพ่ตาย แหล่งพลังงานใหม่
25 มี.ค. 2569 – นายภาณุรัช ดำรงไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและนวัตกรรม พรรคไทยก้าวใหม่ และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและการขุดเจาะระดับโลก โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า
[เจาะลึกวิกฤตพลังงานโลก] กาตาร์ประกาศ Force Majeure… เบื้องหลังความพินาศทางวิศวกรรมปิโตรเลียม ที่จะกระชากบิลค่าไฟคนไทยให้ทะลุเพดาน! (อ่านจบ… คุณจะเข้าใจภาพวิกฤตพลังงานโลกในมุมมองที่ลึกกว่าข่าวทั่วไป และรู้ว่าทำไมประเทศไทยถึงต้องเปลี่ยนแผนด่วน!)
ในฐานะคนในวงการพลังงานและวิศวกรรมปิโตรเลียม ผมเห็นข่าว QatarEnergy (QP) ประกาศ Force Majeure (เหตุสุดวิสัย) ระงับการส่งมอบ LNG เพราะสายการผลิตพังเสียหายไป 2 สาย (12.8 ล้านตัน/ปี หายวับไปกับตา) สิ่งที่ผมคิดทันทีไม่ใช่แค่เรื่องราคาหุ้นพลังงาน… แต่คือ “หายนะทางวิศวกรรม” ที่กำลังเกิดขึ้นที่หน้างาน และมันกำลังจะส่งคลื่นกระแทกมาถึง “บิลค่าไฟ” ของคนไทยทุกคนครับ
หลายคนอ่านข่าวแล้วคิดแค่ว่า “โรงงานพัง ก็แค่ซ่อม สองสามเดือนก็เสร็จ”… ผิดถนัดครับ! เขาประกาศแล้วว่า ส่วนที่เสียหาย ใช่เวลาฟื้นฟู 3-5 ปี ! ในมุมมองของวิศวกรรมปิโตรเลียม มันมีความซับซ้อนระดับฝันร้ายซ่อนอยู่
เกิดอะไรขึ้นที่กาตาร์? ทำไมถึงเป็นฝันร้ายของวิศวกร?
ระบบผลิต LNG คือห่วงโซ่ที่เชื่อมกันตั้งแต่นอกชายฝั่ง (Upstream) จนถึงโรงงานบนฝั่ง (Downstream) เมื่อโรงงานบนฝั่งพังยับเยิน ก๊าซธรรมชาติมหาศาลที่สูบขึ้นมาจากแหล่ง North Field จะเกิดภาวะ “ไม่มีที่ไป” (Bottleneck) แรงดันจะตีกลับ สิ่งที่วิศวกรของ QP ต้องทำแข่งกับเวลาในตอนนี้คือการทำ “Emergency Shut-in” หรือการไล่ปิดหลุมผลิตก๊าซกลางทะเลครับ
การปิดหลุมก๊าซแรงดันสูง ไม่ใช่การหมุนก๊อกน้ำแล้วจบนะครับ!
- ความเสี่ยงชั้นหินกักเก็บ (Reservoir Damage): ถ้าปิดวาล์ว (Choke) เร็วไป แรงดันที่กระชากอาจทำให้เกิด Water Coning (น้ำใต้แหล่งก๊าซดันตัวขึ้นมาปิดทับ) หรือชั้นหินถล่ม (Sand production) ซึ่งอาจทำให้หลุมนั้นสูญเสียความสามารถในการผลิตไปตลอดกาล
- กว่าจะเปิดใหม่ได้… หืดจับ!: สมมติว่าอีก 3-5 ปี โรงงาน LNG (Train) ซ่อมเสร็จ การจะ “Start-up” ระบบใหม่ทั้งหมดคือมหกรรมระดับโลก ต้องมีการไล่ก๊าซเฉื่อย (Nitrogen Purging) ตรวจสอบรอยรั่วทั้งระบบท่อ และที่ยากที่สุดคือการลดอุณหภูมิหอทำความเย็น (Cryogenic Heat Exchangers) ให้กลับไปติดลบที่ -162 องศาเซลเซียสอย่างช้าๆ เพื่อไม่ให้โลหะหดตัวจนแตกร้าว (Thermal shock) แค่กระบวนการนี้ก็กินเวลาเป็นเดือนๆ แล้วครับ นี่คือเหตุผลว่าทำไมซัพพลายโลกถึงจะหายไปอย่างยาวนาน
แรงกระแทกถึงไทย: เตรียมรับมือ “ค่าไฟ” มหาโหด
ซัพพลาย LNG โลกหายไป 17% ของกาตาร์ แปลว่าลูกค้าเจ้าใหญ่อย่างยุโรปและจีนที่โดนเบี้ยวสัญญา จะต้องหอบเงินสดวิ่งลงมาแย่งซื้อก๊าซใน “ตลาดจร” (Spot Market / JKM Index)
ประเทศไทยที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าเกือบ 60% และก๊าซในอ่าวไทยกำลังร่อยหรอ จะถูกบีบให้ต้องลงไปประมูลแย่งซื้อ Spot LNG ในจังหวะที่ราคาแพงหูฉี่ที่สุด ผลลัพธ์คือ “ค่า Ft ในบิลค่าไฟของคุณกำลังจะพุ่งทะยาน” นี่คือวิกฤตความมั่นคงทางพลังงานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากเรายังย่ำอยู่กับที่
ทางรอดของชาติ: วิสัยทัศน์พลังงานใหม่ ทะลวงขีดจำกัดวิศวกรรมขั้นสุด!
ถ้าเราไม่อยากเป็นเหยื่อของราคา LNG โลก ประเทศไทยต้องกล้าพลิกโฉมการจัดหาพลังงานด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่โลกกำลังมุ่งไป นี่คือ 3 ไพ่ตายที่เราต้องรีบหงาย:
- พลังงานความร้อนใต้พิภพขั้นสูง (Geothermal “Hot Dry Rock” / EGS): ลืมภาพน้ำพุร้อนต้มไข่ไปได้เลย! นี่คือการเจาะทะลวงลึกลงไป 3-5 กิโลเมตรถึงชั้นหินเนื้อแข็งที่ร้อนจัด (Hot Dry Rock) อัดน้ำแรงดันสูงลงไปเพื่อให้แตกตัว (Fracking) และนำไอน้ำร้อนจัดที่พุ่งกลับขึ้นมาไปปั่นไฟ นี่คือ “พลังงานสะอาดที่เป็น Base Load จ่ายไฟได้ 24 ชั่วโมง” โดยไม่ต้องง้อก๊าซธรรมชาติ! ประเทศไทยมีศักยภาพในหลายพื้นที่รอยเลื่อนที่ต้องเร่งสำรวจเชิงลึก
- ก๊าซธรรมชาติจากชั้นหินดินดาน (Shale Gas): เมื่อก๊าซในอ่าวไทยลดลง เราต้องมองหา “Unconventional Gas” ใต้แผ่นดินเราเอง เทคโนโลยีการเจาะแนวราบ (Horizontal Drilling) และ Hydraulic Fracturing ได้รับการพัฒนาจนมีความปลอดภัยสูงมาก หากเราเปิดการสำรวจและประเมินศักยภาพ Shale Gas อย่างจริงจัง เราอาจเจอขุมทรัพย์พลังงานที่ซ่อนอยู่ใต้เท้าเราเอง ซึ่งจะช่วยกดต้นทุนพลังงานของประเทศได้อย่างมหาศาล
- ก๊าซมีเทนในชั้นถ่านหิน (Coal Bed Methane – CBM): ประเทศไทยมีแหล่งถ่านหิน (เช่น แม่เมาะ และแอ่งอื่นๆ) แทนที่เราจะขุดถ่านหินขึ้นมาเผาให้เกิดมลพิษ PM2.5 และคาร์บอน เราสามารถใช้วิทยาการปิโตรเลียมเจาะลงไปในชั้นถ่านหิน เพื่อดูดเอา “ก๊าซมีเทน” (CBM) ที่แทรกตัวอยู่ในเนื้อถ่านหินขึ้นมาเป็นเชื้อเพลิงสะอาดผลิตไฟฟ้าได้โดยตรง นี่คือการพลิกข้อด้อยให้เป็นสุดยอดข้อได้เปรียบ!
บทสรุป: วิกฤตโรงงาน LNG ระเบิดที่กาตาร์ครั้งนี้ คือเสียงระฆังเตือนภัยครั้งสุดท้าย หากผู้กำหนดนโยบายพลังงานไทยยังแก้ปัญหาแบบเดิมๆ เราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังพร้อมกับบิลค่าไฟที่ทำลายเศรษฐกิจทั้งประเทศ ถึงเวลาที่วิศวกรรมพลังงานขั้นสูง (Geothermal HDR, Shale Gas, CBM) ต้องถูกนำมาวางบนโต๊ะวาระแห่งชาติแล้วครับ!
ฝากกดแชร์โพสต์นี้ให้เกิดเป็นไวรัล ให้ถึงมือผู้มีอำนาจกำหนดนโยบาย! โลกไปไกลแล้ว เราจะรอพึ่งแต่ LNG แพงๆ ไม่ได้อีกต่อไป!
