รองศาสตราจารย์ สังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิกวุฒิสภาระบุว่า…
แปรวิกฤติคอร์รัปชั่น
ให้เป็นโอกาสของไทย
องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติได้ประกาศดัชนีการรับรู้การคอร์รัปชั่น (Corruption perception index:CPI) ประจำปี 2568 ว่าประเทศไทยได้ 33 จาก 100 คะแนน อยู่ในลำดับที่ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก เปรียบเทียบกับปี 2567 ดัชนีการรับรู้การคอร์รัปชั่นของไทยลดลง 1 คะแนน และเมื่อเปรียบเทียบกับทั่วโลก ลำดับของไทยแย่ลงถึง 9 ลำดับ เป็นที่น่าสังเกตว่าดัชนีคอรัปชั่นไทย ในปี 2568 ต่ำสุดในรอบ 19 ปีตัวเลขนี้สะท้อนว่าสถานการณ์การคอร์รัปชั่นของไทยเมื่อเทียบกับทั้งโลกแล้วถือว่าวิกฤตหนักหนายิ่งกว่าเดิมมาก มีการศึกษาพบว่าทุกวันนี้คนไทยมีทัศนคติว่าการทุจริตเป็นเรื่องปกติ และเป็นชะตากรรมที่ต้องยอมรับอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ดัชนีองค์ประกอบที่นำมาใช้คำนวณพบว่าคะแนนส่วนใหญ่ที่ลดลงอยู่ในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับมุมมองของนักลงทุนและผู้ประกอบการในภาคเอกชน โดยเฉพาะในมิติของการแข่งขันในระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจต่างชาติที่มองว่าการทำธุรกิจในไทยมีการจ่ายสินบนในระดับที่สูงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ
ลำดับดัชนีการรับรู้การคอรัปชั่นของไทยในขณะนี้อยู่ตามหลังประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนคือสิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซียและลาว ไทยมีคะแนนที่เหนือกว่าประเทศเพื่อนบ้านเพียง 2 ประเทศคือเมียนมาร์และกัมพูชาเท่านั้น
ตั้งแต่ปี 2558 พบว่า CPI ของไทยค่อยๆลดลง แต่ที่ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญคือระหว่างปี พ.ศ. 2567-2568 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลเพื่อไทยบริหารประเทศ สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลในช่วงเวลาดังกล่าวขาดเสถียรภาพทางการเมือง และรัฐบาลเพิกเฉยต่อนโยบายการป้องกันและปราบปรามการคอร์รัปชั่น
สาเหตุการคอร์รัปชั่นของไทยอธิบายได้ทั้งในเชิงโครงสร้าง (Structure) และในเชิงระบบ (System)
ในเชิงโครงสร้างคือการมีกฎหมายที่ล้าหลัง มีช่องโหว่ให้คนโกงสามารถกระทำความผิดได้ง่าย มีเจ้าหน้าที่ๆโลภและไม่สุจริตอยู่เป็นจำนวนมากเกินไป ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือความตั้งใจของฝ่ายบริหารระดับสูงสุดขององค์กรที่จะทำให้ระบบการตรวจสอบภายในอ่อนแอ หรือไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ซึ่งทำให้ความเสี่ยงในการคอร์รัปชั่นอยู่ในระดับที่ต่ำ เจ้าหน้าที่ภาครัฐจึงกล้าเสี่ยงที่จะโกง เพราะโอกาสของความสำเร็จในการโกงมีสูง และการได้รับผลตอบแทนจากการโกงสูงกว่าความเสี่ยง แถมบทลงโทษทางกฎหมายก็ไม่รุนแรงพอ
สำหรับสาเหตุของการคอร์รัปชั่นในเชิงระบบเป็นเพราะภายในระบบราชการและ หน่วยงานภาครัฐ ล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์ทางสังคมของคนภายในหน่วยงานที่เป็นแบบอุปถัมภ์ค้ำชู อุปถัมภ์แบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ แบบเครือญาติ แบบพวกพ้อง และแบบสถาบันนิยม (ตั้งแต่ความสัมพันธ์ระดับโรงเรียน คณะ มหาวิทยาลัย และที่สำคัญคือ ความสัมพันธ์ที่ผ่านหลักสูตรต่างๆ ที่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนจัดขึ้น ซึ่งทำให้เกิดเครือข่ายของการคอร์รัปชั่นที่ ใหญ่โตกว้างขวางขึ้นและเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม)
ด้วยเหตุของความสัมพันธ์ทางสังคมดังกล่าว ทำให้การแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งต่างๆ ภายในองค์กรจึงมีความสัมพันธ์ผูกโยงเป็นพรรคพวกเดียวกันตั้งแต่ระดับบนสุดขององค์กร เรื่อยลงไปจนถึงระดับล่างสุด ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ระบบการจัดซื้อจัดจ้างภายในจึงกลายเป็นการร่วมมือกันโกงของส่วนหัวที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงานลงไปจนถึงระดับกลางและ ระดับล่าง ดังนั้นระบบการตรวจสอบจากภายนอกเช่น สตง.จึงไม่สามารถพบหลักฐานการทุจริตในโครงการขนาดใหญ่ทั่วไปได้อย่างง่ายๆ เพราะมีการร่วมมือกันอย่างเป็นขบวนการและอย่างเป็นระบบภายในของแต่ละหน่วยงาน
งบประมาณในโครงการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐในแต่ละปีจึงกลายเป็นแหล่งขุมทรัพย์ให้นักการเมืองและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ฉ้อฉลที่ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมามีอำนาจกับนักธุรกิจได้หมุนเวียนกันมากินใช้สรอยงบประมาณส่วนนี้กันอย่างไม่รู้จบ
มีการประมาณการกันว่างบ ประมาณที่เป็นการทุจริตที่เกิดขึ้นในโครงการจัดซื้อจัดจ้างในแต่ละปีมีจำนวนไม่น้อยกว่า 500,000 ล้านบาท
จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนพบว่า ในแต่ละหน่วยงานของภาครัฐทั้งในระดับกรม กองและของแต่ละรัฐวิสาหกิจจะมีธุรกิจเอกชนที่เป็นเจ้าประจำที่ผูกขาดการประมูลงานอยู่ 2-4 ราย โดยหน่วยงานภาครัฐจะมีการออกระเบียบภายในที่เป็นการกีดกันไม่ให้ธุรกิจรายใหม่สามารถเข้ามาแข่งขันกับธุรกิจรายเดิมได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นธุรกิจแต่ละรายที่เป็นเจ้าประจำจึงสามารถผูกขาดการประมูลงานภายในหน่วยงานของภาครัฐเอาไว้ “ อย่างถูกต้องตามกฏหมาย ” ได้อย่างยาวนาน
รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งที่ผมเคยเป็นกรรมการ ได้เห็นการผูกขาดการจำหน่ายสารส้มในการทำน้ำประปามาอย่างยาวนานถึง 50-60 ปี เจ้าประจำเหล่านี้จะมีการแตกบริษัทออกเป็นหลายรายเพื่อมาประมูล แข่งขันกันเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ว่าบริษัทเหล่านี้มีชื่อกรรมการซ้ำซ้อนกัน มีที่ตั้งของ สำนักงานบริษัทอยู่ในอาคารเดียวกัน และกรรมการบริษัทมีนามสกุลซ้ำกัน แต่กรรมการที่เป็นนักกฎหมายจะตีความว่าบริษัทเหล่านี้ไม่ใช่บริษัทเดียวกัน และถือว่ามีการประมูลแข่งขันกันจริง ส่วนผมกลับมองว่าบริษัทที่เข้ามาแข่งขันกันเป็นบริษัทจำแลง (Pseudo) และไม่ได้มีการแข่งขันกันจริง เพราะเป็นการทำให้ถูกต้องตามกฏหมายเท่านั้น
รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งที่ผมเคยเป็นกรรมการเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว พบว่ามีการประมูลงานโครงการก่อสร้างบ้านมูลค่าหลายร้อยล้านบาท แต่บริษัทที่ชนะการประมูลการแข่งขันราคา สามารถชนะการประมูลด้วยหลักเศษสตางค์คือ แค่ 20 สตางค์เท่านั้น ซึ่งแม้ผมจะแย้งในที่ประชุมบอร์ดว่าตัวเลขที่ชนะการประมูลนั้นมีพิรุธอย่างมาก และไม่สามารถยอมรับได้ แต่กรรมการทุกท่านในที่ประชุมต่างก็อ้างกฎหมายว่าผู้ชนะประมูลได้เสนอราคาต่ำสุด ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายอย่างถูกต้องแล้ว
เหตุการณ์แบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นในการประชุมบอร์ดรัฐวิสาหกิจแห่งนั้นถึงสองเดือนติดต่อกัน (เหตุการณ์หลังจากนั้นเป็นอย่างไรผมไม่ทราบ เพราะผมได้ตัดสินใจลาออกทันที)
ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่าเป็นไปได้อย่างไรที่โครงการหลายร้อยล้านบาท จะสามารถเอาชนะกันได้ด้วยเศษเงินเพียงแค่ 20 สตางค์ ?
ผมใช้เวลานั่งคิด ทบทวนและ ติดตามหาข้อมูลอยู่หลายปี จึงได้พบว่าเป็นเพราะระบบการแต่งตั้งภายในที่เป็นพวกพ้องเดียวกันทั้งหมด จึงทำให้การคอร์รัปชั่นภายในหน่วยงานของภาครัฐเป็นระบบและเป็นขบวนการเดียวกัน
หากรัฐบาลไทยชุดใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าคงเป็นรัฐบาลที่มีคุณอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่อง CPI อย่างจริงจังแล้ว ในปี 2569 ประเทศไทยอาจได้รับผลกระทบจากการลงทุนทางตรงของต่างประเทศมากขึ้นไปอีก เพราะทิศทางที่องค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติจะให้ความสำคัญคือเรื่องของการสร้างหลักประกันให้สถาบันยุติธรรมมีความเป็นอิสระ โปร่งใสและประชาชนสามารถเข้าถึงได้ การแก้ไขปัญหาอิทธิพลต่อการตัดสินใจทางการเมือง การมีส่วนร่วมขององค์กรภาคประชาชนในการตรวจสอบการทุจริตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถาบันยุติธรรม และการเปิดโอกาสให้ผู้ที่เสียหายจากการทุจริตสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้
ผมดีใจที่ได้เห็นพรรคการเมืองหลายพรรคในขณะนี้มีความสนใจเสนอนโยบายการปราบปรามคอร์รัปชั่นซึ่งแตกต่างจากอดีตที่ไม่มีพรรคการเมืองใดกล้าแตะต้องปัญหานี้เลย
แต่การมีนโยบายปราบปรามการคอร์รัปชั่นเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถทำได้จริง เพราะการเอาชนะการคอร์รัปชั่นได้ต้องมาจากเจตจำนงที่แน่วแน่ทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น
แต่การมีเจตจำนงที่แน่วแน่ทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีเพียงอย่างเดียวก็ยังอาจไม่สามารถเอาชนะการคอร์รัปชั่นได้ เพราะนายกรัฐมนตรีอาจไม่มีความรู้ ความเข้าใจและความเชี่ยวชาญมากพอในการเอาชนะปัญหาการคอร์รัปชั่นได้
ผมเชื่อมั่นว่าคุณอนุทินมีศักยภาพและมีความสามารถในการคิดนอกกรอบที่จะเอาชนะปัญหายากๆ ของประเทศได้
เมื่อตอนที่พรรคประชาชนให้โอกาสคุณอนุทินจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย คนส่วนใหญ่เชื่อว่ารัฐบาลของคุณอนุทินคงลำบากแน่ เพราะดูตัวสส. ของพรรคภูมิใจไทยแล้วจะมาดูแล ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังยากลำบากที่สุดได้อย่างไร?
แต่แล้วคุณอนุทินก็สามารถคิดออกไปนอกกรอบการเมืองแบบปกติได้ ด้วยการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจที่มาจากเทคโนแครตที่เป็นคนภายนอกทั้งหมด คือคุณเอกนิติ นิติทัฌฑ์ประภาสน์ คุณศุภจี สุธรรมพันธ์ และคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ซึ่งถือได้ว่าเป็น 3 ทหารเสือเศรษฐกิจ
ที่สามารถลงมือทำงานได้จริงทันทีตั้งแต่วันแรก และสามารถเรียกความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของประเทศให้กลับคืนมาได้ทีละก้าวๆ นี่เป็นสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์ทางการเมือง ครั้งที่ 1 ของคุณอนุทินก็ได้
ถ้าหากคุณอนุทินต้องการเอาชนะปัญหาการคอร์รัปชั่นในขณะนี้ ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ได้ยากที่สุดปัญหาหนึ่งของประเทศไทย และเป็นปัญหาที่แก้ยากที่สุดปัญหาหนึ่งของโลก นอกจากนี้ยัง เป็นปัญหาที่ไม่เคยมีรัฐบาลชุดใดของไทยเคยทำได้มาก่อน
ผมเสนอว่าคุณอนุทินต้องสร้างปาฏิหาริย์ทางการเมืองครั้งที่ 2 ขึ้นเท่านั้น
ปาฏิหาริย์ทางการเมืองครั้งที่ 2 นี้ เป้าหมายคือการเอาชนะ เรื่องการปฏิรูประบบราชการ ซึ่งอาจจะมีตั้งแต่การยุบ เลิก ควบรวมหน่วยงานราชการต่างๆ ให้มีขนาดเล็กลง แต่ทันสมัย เพื่อประหยัดงบประมาณแผ่นดิน ลดภาระหนี้สาธารณะ และเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยงาน
นอกจากนี้จะต้องมีการทบทวนและยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็นจำนวนมากอาจจะหลายหมื่นฉบับหรือเป็นแสนฉบับ นับตั้งแต่การปรับปรุงแก้ไข ยกเลิก พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา และกฎหมายระดับรองลงไปเช่นกฎกระทรวง ระเบียบและประกาศอีกจำนวนนับไม่ถ้วน ที่เรียกกันว่า “กิโยตินกฎหมาย”
จำนวนกฎหมายที่มากเกินไปในขณะนี้ได้สร้างภาระแก่ระบบกฎหมาย สร้างค่าใช้จ่ายที่เกินความจำเป็นสำหรับรัฐบาล และสร้างความเสียหายให้แก่ระบบเศรษฐกิจแทบทุกด้าน
ดังนั้นการปฏิรูประบบราชการ ระบบกฎหมาย และโครงสร้างเศรษฐกิจ ล้วนแล้วแต่เป็นไปเพื่อกระตุ้นขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศของไทย เพื่อเป็นการลดการผูกขาดและปลดข้อจำกัดการดำเนินธุรกิจให้เป็นไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
เพื่อสร้างปาฏิหาริย์ทางการเมืองครั้งที่ 2 คุณอนุทินจำเป็นต้องอาศัยบุคคลที่สังคมให้ความเคารพเชื่อถือว่าเป็นคนดี มีคุณธรรม และได้แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ที่มีความรักชาติอย่างแท้จริง และที่สำคัญคือต้องเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถในเรื่องของระบบ ระเบียบราชการ และเข้าใจถึงการบริหารจัดการภาครัฐได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
ผมเห็นว่าคุณสมหมาย ภาษี อดีตปลัดกระทรวงการคลังและอดีตรัฐมนตรีคลัง คุณจรัล ภักดีธนากุล อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรมและอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คุณวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ปปช. และคุณถวิล เปลี่ยนสี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ น่าจะเป็นกำลังสำคัญส่วนหนึ่งในการปฏิรูประบบและระเบียบราชการ ตลอดจนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้เกิดความโปร่งใสยิ่งกว่าเดิม บุคลากรเหล่านี้เป็นบุคลากรที่สำคัญของประเทศในยุคปัจจุบัน ซึ่งน่าจะนำมาใช้ประโยชน์ให้แก่รัฐบาลชุดนี้ได้เป็นอย่างดี
สังศิต พิริยะรังสรรค์
อดีตสมาชิกวุฒิสภา
12 กุมภาพันธ์ 2569
