ข่าวประจำวัน » เตือนทองแรง !! ขึ้นแรง ลงแรง เจ้าใหญ่เทขาย ทำบิทคอยน์พินาศ

เตือนทองแรง !! ขึ้นแรง ลงแรง เจ้าใหญ่เทขาย ทำบิทคอยน์พินาศ

2 February 2026
88   0

ประชาชาติ – FearFactor ทองสะวิงระห่ำ เตือน ‘สัญญาณเม่า’-รายใหญ่เทขาย

ทองผันผวนหนัก ! ราคาขึ้นแรง-ลงแรง ทำจุดสูงสุดใหม่ทะลุ 5,595 เหรียญ ทองแท่งแตะ 81,950 บาท ก่อนราคาร่วงหนัก “YLG-ฮั่วเซ่งเฮง” ฟันธงปีนี้ยังอยู่ทิศทาง “ขาขึ้น” แค่ปรับฐานระยะสั้น “ซีอีโอ YLG” ล็อกเป้า 7,000 เหรียญ เชื่อปีนี้มีโอกาสเห็นราคาแตะ 100,000 บาท ชี้ตลาดเข้าสู่ภาวะ Fear Factor ทั่วโลก ทรัมป์ตัวแปรหลัก คนทิ้งดอลลาร์-ตราสารหนี้ หันหาสินทรัพย์ปลอดภัยดันราคาทอง ฟีโนมีนาชี้แรงซื้อทองเข้ามาทุกทิศทุกทาง รวมทั้งนักลงทุนคริปโตฯโยกซื้อ “ทองแท่ง” เตือนอันตราย “สัญญาณเม่า” เข้าตลาด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คืนวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา ราคาทองคำผันผวนอย่างรุนแรง หลังจากการทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ระดับ 5,595 เหรียญ ก่อนจะปรับลดลงอย่างแรงลงไปทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 5,097 เหรียญ ก่อนที่จะดีดกลับขึ้นมาได้บ้าง แต่ก็ยังมีแรงขายกดอยู่ และภาพรวมเดือนมกราคมนี้ ทองคำยังบวกไปแล้วกว่า 24% ซึ่งถือเป็นเดือนที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในรอบ 40 ปี นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังมองว่าอยู่ในเส้นทางขาขึ้น

จากปัจจัยพื้นฐานที่ดันราคายังอยู่ครบทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ที่โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดประเด็นใหม่มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความต้องการทองคำยังมาจากทุกทิศทาง รวมถึงปัจจัยตลาดยังมองว่าเฟดจะเริ่มลดดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน ซึ่งจะดีต่อทองคำ

Fear Factor ทั่วโลกดันทอง

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปีนี้ราคาทองพุ่งขึ้นเร็วมาก โดยต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการปรับขึ้นมากกว่า 500 เหรียญ ทำให้ตั้งแต่ต้นปี 2569 ปรับขึ้นเกือบ 30% หรือมากกว่า 1,200 เหรียญ จากนั้นก็มีแรงเทขายที่ค่อนข้างแรงกว่า 400 เหรียญ เนื่องจากมีหลายประเด็นเข้ามากดดัน ประกอบการแรงเทขายคริปโตเคอร์เรนซีที่ลากกันลงมา ซึ่งอาจทำให้ทองลงมาที่ระดับใกล้ ๆ 5,000 เหรียญ แต่จากนั้นก็น่าจะขึ้นต่อไปได้

โดย YLG ยังมองว่า ทองยังเป็นขาขึ้น จากภาวะที่ตลาด Panic (ตื่นตระหนก) ทั้งสถานการณ์สหรัฐกับอิหร่าน สหรัฐกับกรีนแลนด์ และการกระทบกระทั่งระหว่างสหรัฐกับยุโรป ตั้งแต่ตอนมีการประชุมที่กรุงดาวอส จนเกิดกระแส Sell America ซึ่งหลายปัจจัยที่เข้ามากระทบทำให้คนกลัว จึงพยายามซื้อทองซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย จับต้องได้

“แม้ราคาทองพุ่งขึ้นเร็วและแรง จะดูน่ากังวล แต่ตอนนี้มองว่า ไม่ว่าราคาจะย่อลงอย่างไร สุดท้ายก็จะขึ้นไปต่อ จนกว่าทุกปัญหาภูมิรัฐศาสตร์จะจบลงได้ คนกลัวดอลลาร์ กลัวหุ้นกู้ กลัวทุกอย่างที่จับต้องไม่ได้ ขณะที่ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ ไม่เคยเกิดขึ้นเลย แค่อาทิตย์เดียวราคา Gold Spot ขึ้น 500 เหรียญ หรือวันเดียวขึ้นกว่า 200 เหรียญ คือเป็นอาการที่คนกลัว (Fear Factor) ก็เลยมาซื้อทอง ซึ่งเทรนด์นี้เป็นทั่วโลก ถึงได้ดีดขึ้นมาขนาดนี้”

ลุ้นทองไทยแตะ “แสน” ปีนี้

นางพวรรณ์กล่าวว่า เชื่อว่าปีนี้มีโอกาสเห็นราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นไปถึง 100,000 บาทต่อบาททองคำได้ โดยเป้าหมายใหม่ที่ YLG มองในปีนี้ คือ Gold Spot อยู่ที่ 7,000 เหรียญ (อัตราแลกเปลี่ยน 30 บาทต่อดอลลาร์) และทองไทย 100,000 บาท

“มีความเป็นไปได้มาก ๆ เพราะต้นปีที่ผ่านเราก็ลุ้น 4,500 เหรียญ แต่ตอนนี้ทะลุ 5,000 เหรียญไปแล้ว แต่จะให้บอกว่าช่วงไหนที่ราคาจะไปถึงเป้าหมาย 7,000 เหรียญ คงประเมินยาก เพราะต้องบอกว่าราคาที่พุ่งขึ้นที่ผ่านมา ก็เกินกว่าที่จะคาดการณ์ได้ จะเอาพื้นฐานอะไรมาซัพพอร์ตไม่ได้ คือตอนนี้ตลาดราคาเกิน Value ของมันไปแล้ว ราคาหน้าเหมืองอยู่แค่ 2,000 เหรียญต้น ๆ เท่านั้นเอง”

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร YLG กล่าวว่า ช่วงนี้มีแรงขายทำกำไรออกมา ก็อาจจะย่อลงไปได้ถึง 5,000 เหรียญ โดยแนะนำนักลงทุนว่า อย่าเข้าในจังหวะที่ทองขึ้น แต่ให้เข้าซื้อตอนราคาย่อลงมา ซึ่งระยะยาวทองยังเป็นขาขึ้นแน่นอน

ตรุษจีน “ทอง” มีโอกาสร่วง

นางพวรรณ์กล่าวด้วยว่า ตอนนี้ Silver (เงิน) ก็ให้ผลตอบแทนดี โดยตั้งแต่เดือน พ.ย.มาถึงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคา Silver ขึ้นมาถึง 4 เท่า หรือจาก 30 เหรียญ ขึ้นมา 120 เหรียญ และจากต้นปีราคาปรับขึ้นสูงสุดที่ราว 20% ซึ่งเช่นเดียวกับทอง คือเป็น Fear Factor เป็นหลัก อย่างไรก็ดี ในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่จะมาถึงวอลุ่มซื้อขายทองคำ รวมถึง Silver มีโอกาสจะแผ่วลง และราคาจะปรับลงอีกได้ เนื่องจากเป็นช่วงวันชาติจีน ที่คนจีนจะมีวันหยุดยาวถึง 10 วัน

ราคาทองปั่นป่วนขึ้นกับ “ทรัมป์”

ขณะที่นางศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส กล่าวว่า บริษัทเพิ่งปรับเป้าหมายราคาทองคำขึ้นไปที่ 6,000 ดอลลาร์ ทองไทยก็จะประมาณ 88,000 บาท โดยยังคงยึดเป้าหมายนี้ แม้ว่าล่าสุดจะมีแรงเทขายออกมา

โดยปี 2569 ช่วงเวลาไม่ถึงเดือน ทองโลกทำจุดสูงสุดใหม่แล้ว 12 ครั้ง สูงสุดที่ 5,595 ดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 29% ส่วนทองไทยทำจุดสูงสุดใหม่ 10 ครั้ง ครั้งหลังสุดที่ 81,950 บาท ปรับขึ้น 17,000 บาท จากต้นปีอยู่ที่ 64,950 บาท หรือเพิ่มขึ้น 26% (ณ จุดสูงสุด)

“แม้ล่าสุด (29 ม.ค.) ทองจะลงแรง แต่ปัจจัยอาจจะไม่ได้เปลี่ยนเท่าไหร่ เรื่องสหรัฐกับอิหร่าน แต่ก็นิ่งนอนใจไม่ได้ ตอนนี้มีแรงเทขาย แต่ก็มีแรงซื้อ เหมือนพยายามสู้อยู่ ฉะนั้นต้องอย่าหลุด 5,100 เหรียญ ถ้าหลุดจะมีแรงเทขายกระหน่ำออกมาอีก ราคาทองต้องบอกว่าคาดการณ์ยากมาก โอกาส 100,000 บาทก็มี อาจเห็นปีหน้า หรือจะลุ้นปีนี้ก็อาจเป็นไปได้หมด ความผันผวนของทองขึ้นกับทรัมป์คนเดียว”

นางศิริลักษณ์กล่าวว่า ช่วงนี้กรอบราคาทองคำขึ้นลงกว้างถึง 500 ดอลลาร์ ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ ดังนั้นต้องระวังความผันผวน แต่ระยะยาวทองยังเป็นขาขึ้นอยู่ ตามกระแสที่ลดความน่าเชื่อของเงินดอลลาร์ลง ทำให้ทองยังเป็นสินทรัพย์ที่ทุกคนยังต้องมีเพื่อกระจายความเสี่ยง

เงินไหลเข้า “กองทุนทองคำ”

นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กระแสการลงทุนในทองคำช่วงที่ผ่านมาได้รับความสนใจอย่างมาก ทั้งในรูปแบบการซื้อขายทองคำโดยตรง และการลงทุนผ่านกองทุนรวมทองคำ รวมถึงกองทุนที่อิงกับหุ้นเหมืองทองและโลหะมีค่าอื่น ๆ โดยข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลังสะท้อนว่าปีที่ผ่านมา กองทุนทองคำให้ผลตอบแทนเป็นบวกเกือบทั้งหมด

หากเป็นกองทุนทองคำที่ไปลงทุนตาม SPDR Gold Trust ซึ่งถือครองทองคำจริง ปีที่ผ่านมาผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ราว 90% และกองทุนที่มีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedging) จะทำผลงานได้ดีกว่า เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่า ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนสูงถึง 92%

ขณะที่ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) กองทุนทองคำหลายกองให้ผลตอบแทนราว 10-20% โดยกองที่ทำผลงานโดดเด่น เช่น SCBGOLD ของ บลจ.ไทยพาณิชย์ ให้ผลตอบแทน YTD เฉลี่ยราว 24% และกองทุน TGOLD ของ บลจ.ทิสโก้ ให้ผลตอบแทนราว 25% ซึ่งเป็นกองที่มีผลตอบแทน YTD สูงสุดในกลุ่มกองทุนทองคำ

กองทุน “เหมืองทอง” มาแรง

นายชยนนท์กล่าวว่า นอกจากการลงทุนในกองทุนทองคำแล้ว ช่วงหลังเริ่มเห็นความนิยมในกองทุนที่ลงทุนในหุ้นเหมืองทองและเหมืองโลหะมีค่าเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนไม่ต้องการถือทองคำยาว แต่ต้องการเก็งกำไรจากความผันผวนที่สูงกว่า โดยหุ้นเหมืองทองมีค่าเบต้าสูงกว่า 1 หมายความว่า หากราคาทองปรับขึ้น 1% หุ้นเหมืองอาจปรับขึ้น 2-3% แต่ในทางกลับกัน หากราคาทองปรับลงก็จะลงแรงเช่นกัน

ตัวอย่างกองทุนในกลุ่มนี้ เช่น KT-PRECIOUS ของ บลจ.กรุงไทย ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นเหมืองโลหะมีค่า ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีสูงถึงราว 200% ส่วนผลตอบแทน ขณะที่ YTD อยู่ประมาณ 25% ขณะที่กองทุน A-RING ของ บลจ.แอสเซท พลัส ซึ่งเพิ่งจัดตั้งช่วงปลายปีที่ผ่านมา มีเงื่อนไขว่ารายได้จากทองต้องไม่ต่ำกว่า 25% ของรายได้เหมืองทั้งหมด ให้ผลตอบแทน YTD ราว 22% และแม้เพิ่งเปิดกองได้ไม่ถึง 2 เดือน แต่มีเงินไหลเข้าอย่างรวดเร็ว จนขนาดกองทุนแตะราว 900 ล้านบาท

“มีนักลงทุนบางกลุ่มที่มองว่าการถือทองคำเฉย ๆ ไม่ได้สร้างผลตอบแทน พอเห็นราคาทองขึ้นก็ไม่อยากขัดกับหลักการตัวเอง เลยเลือกไปลงทุนในหุ้นเหมืองทองแทน ซึ่งช่วงหลังเริ่มมีนักลงทุนหันมาสนใจกองทุนที่ลงทุนในหุ้นเหมืองทองมากขึ้น เพราะบางคนไม่ได้อยากถือทองคำยาว แต่ต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่ผันผวนและให้โอกาสทำผลตอบแทนได้สูงกว่า”

คนเล่นคริปโตโยกถือทองคำ

สำหรับทิศทางราคาทองคำในระยะสั้น นายชยนนท์กล่าวว่า การปรับขึ้นตั้งแต่ต้นปีเป็นลักษณะ “พาราโบลิก” หรือการเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว จากแรงซื้อของนักลงทุนรายย่อย โดยเฉพาะจากอินเดียและจีน รวมถึงแรงซื้อจากฝั่งคริปโตเคอร์เรนซี เนื่องจากมีเหรียญบางส่วนที่นำไปอิงกับทองคำจริง เมื่อบิตคอยน์ไม่เคลื่อนไหว นักลงทุนรุ่นใหม่ในตลาดคริปโตจึงย้ายเงินเข้ามาถือครองทองคำ โดยล่าสุดซีอีโอของ Tether (Stablecoin ยักษ์ใหญ่) ประกาศจะแบ่งพอร์ต 10-15% มาถือทองคำ

อย่างไรก็ตาม แรงซื้อที่ไหลเข้ามาหลายทิศทางพร้อมกัน ถือเป็น “สัญญาณอันตราย” หรือสัญญาณเม่าเข้าตลาด ซึ่งมักนำไปสู่การขายทำกำไรของรายใหญ่ได้ง่าย

“กรอบเป้าหมายระยะยาวที่ผมมองไว้แถว 5,400 ดอลลาร์ ตอนนี้ถึงแล้วแต่ยืนไม่ได้ เพราะฉะนั้น รอบพักฐานมีโอกาสพักแรง มองว่าลงได้ลึก โดยแนวรับสำคัญอยู่ที่บริเวณ 4,770 ดอลลาร์ ยังลงได้อีกประมาณ 8% และถ้าลงลึกไปที่แนวรับถัดไปแถว 4,460 ดอลลาร์ ก็จะลงได้ราว 14% ซึ่งถึงลงขนาดนั้นก็ยังถือว่าเป็นขาขึ้นอยู่”

ส่วนแนวต้านระยะสั้นอยู่ที่ระดับสูงสุดเดิมราว 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากผ่านได้ แนวต้านถัดไปอาจอยู่แถว 7,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ยังไม่ควรให้น้ำหนักกับกรอบนั้นในตอนนี้ ต้องรอดูรอบพักฐานก่อนว่าลงลึกและใช้เวลานานเพียงใด โดยความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นแรงหนุนสำคัญของราคาทองคำ โดยเฉพาะเหตุการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

“ปัจจัยนี้อาจไม่ยืดเยื้อไปตลอดทั้งปี เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นนักธุรกิจที่ไม่น่าต้องการสงครามจริง และการใช้เกมการเมืองระหว่างประเทศอาจมีเป้าหมายเพื่อการต่อรองทางเศรษฐกิจมากกว่า”

ซีอีโอฟีโนมีนาระบุว่า อย่างไรก็ตาม ปัจจัยระยะยาวที่ยังสนับสนุนทองคำคือกระบวนการลดการพึ่งพาดอลลาร์ (Dedollarization) ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า และประเด็นคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐเกี่ยวกับภาษีการค้า ซึ่งล้วนส่งผลต่อความเชื่อมั่นในดอลลาร์ เพราะยังไม่มีสินทรัพย์ หรือสกุลเงินใดสามารถทำหน้าที่เป็นทุนสำรองแทนดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน นอกจากทองคำ

ไทยลงทุนทองสูงสุดรอบ 12 ปี

นายเซาไก ฟาน หัวหน้าภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก ของสภาทองคำโลก (World Gold Council : WGC) เปิดเผยว่า จากรายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำปี 2568 ของสภาทองคำโลก พบว่า ความต้องการทองคำทั่วโลกทะลุสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 5,002 ตัน ในปีที่ผ่านมา โดยมูลค่าแตะระดับสูงสุดในรอบ 12 ปีที่ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังสะท้อนความสนใจจากผู้บริโภคค้าปลีกได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่การซื้อขายผ่านบัญชีออนไลน์เพิ่มมากขึ้น จึงได้ดึงความต้องการบางส่วนออกจากผลิตภัณฑ์ทองคำแท่งในตลาดค้าปลีก

ปัจจัยความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ ควบคู่ไปกับความสนใจอย่างต่อเนื่องจากนักลงทุนและธนาคารกลางทั่วโลก แม้ราคาอาจมีความผันผวนในระยะสั้นภายหลังการปรับตัวขึ้นล่าสุด แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ทองคำมีแนวโน้มที่จะได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้นในปี 2569

“ความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนจากทั่วโลกแตะระดับสถิติใหม่ที่ 2,175 ตัน และเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ทองคำมีผลงานโดดเด่นและทำลายสถิติในปีที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกที่แสวงหาสินทรัพย์ปลอดภัยและการกระจายความเสี่ยง ต่างหันมาลงทุนในกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน (ETF) ทองคำเป็นจำนวนมาก โดยเพิ่มขึ้น 801 ตันตลอดทั้งปี”

นายหลุยส์ สตรีท นักวิเคราะห์การตลาดอาวุโส สภาทองคำโลก กล่าวว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะคลี่คลายในปี 2569 แรงส่งของความต้องการทองคำที่แข็งแกร่งจากปีที่แล้วยังคงมีแนวโน้มที่จะผลักดันต่อไป

“เพียงช่วงเดือนแรกของปีนี้ ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นเกิน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งบ่งชี้ว่านักลงทุนจะยังคงใช้ทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก”

แหล่งที่มา : ประชาชาติ