ข่าวประจำวัน » โบ้ยไม่ใช่แจกเงิน !! ‘จุลพันธ์’ ย้ำ โครงการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน อ้างบราซิล เก็บภาษีเพิ่มแค่8–9%

โบ้ยไม่ใช่แจกเงิน !! ‘จุลพันธ์’ ย้ำ โครงการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน อ้างบราซิล เก็บภาษีเพิ่มแค่8–9%

25 January 2026
40   0

Dailynews – ‘จุลพันธ์’ ย้ำ โครงการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน พร้อมยกเคสบราซิล เพิ่มจัดเก็บภาษีราว 8–9% ชี้ ดึงเศรษฐกิจนอกระบบ 9 ล้านล้านขึ้นมาบนดิน

เมื่อวันที่ 25 ม.ค. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กรณีโครงการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ว่านี่ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน แต่คือการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศในระยะยาว

มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่านโยบายนี้เป็นการ “ใช้จ่ายงบประมาณอย่างสิ้นเปลือง” แต่ในความเป็นจริง นี่คือกลยุทธ์การเพิ่มรายได้รัฐ อย่างเป็นระบบ หัวใจสำคัญคือการดึงประชาชนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและระบบภาษี เมื่อประชาชนเรียกหาใบเสร็จเพื่อลุ้นรางวัล ฐานภาษีก็ขยายตัวทันที รัฐมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ดังนั้น นี่ไม่ใช่การแจกฟรี แต่คือ การลงทุนเพื่อทำให้ระบบการเงินและการคลังของประเทศเข้ารูปเข้ารอย

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า มาดูตัวเลข ROI (ความคุ้มค่าของการลงทุน) แบบคณิตศาสตร์ง่ายๆกันบ้าง ปัจจุบัน ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของไทยอยู่ที่ประมาณ 8–9 แสนล้านบาท หากสามารถเพิ่มการจัดเก็บได้ในระดับเดียวกับไต้หวัน คือ ประมาณ 20% รัฐก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ต้นทุนของนโยบาย (เงินรางวัล) อยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท คิดเป็นต้นทุนเพียง ประมาณ 3.3% เพื่อแลกกับรายได้หลักแสนล้าน กล่าวอีกแบบคือ “ลงทุนหลักพันล้าน แต่มีโอกาสได้คืนหลักแสนล้าน”

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า เปรียบเทียบกับงบประมาณของประเทศ งบลงทุนภาครัฐในปัจจุบันอยู่ที่ราว 8 แสนล้านบาท หากนโยบายนี้ช่วยเพิ่มรายได้รัฐได้เพียง 1–2 แสนล้านบาท (คิดเป็น 12.5–25%) จะเป็นทรัพยากรเพิ่มเติมที่สามารถนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สวัสดิการ และบริการสาธารณะได้อย่างมหาศาลนายจุลพันธ์ กล่าวว่า ขุมทรัพย์ที่แท้จริงคือ “Big Data” สิ่งที่รัฐจะได้ ไม่ใช่แค่เงินภาษี แต่คือ ข้อมูลเศรษฐกิจแบบ Real-time ที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่นข้อมูลระดับจุลภาค : ตลาดใดขายอะไร เศรษฐกิจฐานรากเคลื่อนไหวอย่างไร, รู้ทันทีว่าสินค้าแพงตรงไหน พื้นที่ใดมีความหนาแน่นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ, นำ AI มาวิเคราะห์เพื่อออกแบบนโยบายและสวัสดิการได้ตรงจุด จากเดิมที่ต้อง “คาดเดา” หรือ “หว่านแห” จะเปลี่ยนเป็นการตัดสินใจบนฐานข้อมูลจริงที่สำคัญที่สุดคือ สามารถดึงเศรษฐกิจนอกระบบ 9 ล้านล้านบาทขึ้นมาบนดิน ปัจจุบันเศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีมูลค่ากว่า 9 ล้านล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 14 ของโลก การบังคับเก็บภาษีโดยตรงเป็นเรื่องยาก และ สร้างแรงต้าน นโยบายนี้จึงเลือกใช้ ความหวังในการเป็นเศรษฐีเงินล้าน (วันละ 9 รางวัล) เป็นแรงจูงใจ ให้ประชาชนและผู้ประกอบการ สมัครใจเดินเข้าสู่ระบบเอง

ผลลัพธ์คือ ประชาชนได้ลุ้นรางวัล รัฐได้ฐานภาษีใหม่ ประเทศได้ Big Data เพื่อการบริหารที่แม่นยำ เป็นสถานการณ์ Win–Win ทุกฝ่าย เลิกปั่นวาทกรรม “ล็อกผล” แบบไร้หลักฐาน ระบบสุ่มจะถูกออกแบบมาให้ตรวจสอบได้ เพราะสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือการใช้งบแบบเดิมที่ “หว่านแห” และรั่วไหลมหาศาล เพราะขาดข้อมูลที่แม่นยำ การมี Big Data ผ่านนโยบายนี้ จะช่วยให้การใช้งบสวัสดิการในอนาคต ตรงเป้า โปร่งใส และคุ้มค่าภาษีประชาชนมากกว่าเดิมนโยบายนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นประชานิยมแจกเงินแบบเก่า แต่ควรถูกมองว่าเป็น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ เป็นการเริ่มต้นวันนี้ เพื่อผลตอบแทนในอนาคต ทั้งในรูปของรายได้รัฐ และฐานข้อมูลที่มีมูลค่าเกินกว่าจะประเมินได้ สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องวินัยการคลัง คำตอบอยู่ที่คำเดียวคือ “ผลตอบแทนจากการลงทุน” ซึ่งตัวเลขได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว

CR: Dailynews