ข่าวประจำวัน » ยืนคุก โชค 3 นิ้ว !! ใส่ร้ายในหลวง คุก 2 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา

ยืนคุก โชค 3 นิ้ว !! ใส่ร้ายในหลวง คุก 2 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา

22 January 2026
73   0

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน – ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนคดี ม.112 ของ “สิทธิโชค” จำคุก 2 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา ก่อนได้ประกันตัวชั้นฎีกา

วันที่ 19 ม.ค. 2569 เวลา 09.30 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ในคดีของ “แท็ค” สิทธิโชค เศรษฐเศวต ไรเดอร์ส่งอาหารวัย 28 ปี ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์, วางเพลิงเผาทรัพยผู้อื่น และทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 217 และ 358 พร้อมข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากกรณีที่ถูกกล่าวหาว่านำของเหลวคล้ายนำมันไปฉีดพ่นใส่กองเพลิงที่ลุกไหม้ บริเวณฐานพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 และพระราชินี บริเวณเกาะกลางถนนราชดำเนินนอก แยกผ่านฟ้าลีลาศ ระหว่างการชุมนุม #ม็อบ18กรกฏา2564 

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนคำพิพากษาตามศาลชั้นต้น จำคุก 2 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา โดยเชื่อว่าจำเลยไม่ได้ช่วยดับไฟ แต่ทำให้ไฟลุกไหม้มากกว่าเดิม และเล็งเห็นผลความเสียหายต่อพระบรมฉายาลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ ต่อมาศาลอาญาสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างฎีกา

⭕️ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 2 ปี 4 เดือน ถูกคุมขัง 25 วัน ก่อนได้ประกันชั้นอุทธรณ์

ก่อนหน้านี้ (17 ม.ค. 2566) ศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุกสิทธิโชค 3 ปี ในความผิดมาตรา 112 และจำคุก 6 เดือน ในฐานความผิดฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เห็นว่าจำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงเหลือโทษจำคุกรวม 2 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา

ในตอนแรก ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขอประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ ไปให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้สั่ง ทำให้สิทธิโชคถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และต่อมา (19 ม.ค. 2566) ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว

ในการคุมขังระหว่างอุทธรณ์ สิทธิโชคได้ตัดสินใจประท้วงอดอาหารตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรือนจำ เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวพร้อมกับ “ตะวัน – แบม” ซึ่งถูกคุมขังในระหว่างพิจารณาคดีในช่วงเวลาเดียวกัน ก่อนยกระดับโดยการประท้วงอดน้ำเพิ่ม  หลังจากไม่ได้รับสิทธิประกันตัว กระทั่งเรือนจำส่งตัวเขาไปรับการดูแลที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2566 

แม้อยู่ที่ รพ.ธรรมศาสตร์ สิทธิโชคยืนยันอดน้ำและอาหารต่อ จนกระทั่งหลังการอุทธรณ์คำสั่ง ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2566 ทำให้เขาถูกคุมขังไปรวม 25 วัน

วันนี้ (19 ม.ค. 2569) สิทธิโชคเดินทางมายังห้องพิจารณาคดีที่ 608 พร้อมด้วยครอบครัว โดยมีประชาชนจำนวนหนึ่งเข้าร่วมสังเกตการณ์การพิจารณาคดี อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ได้แจ้งต่อสิทธิโชคว่า อนุญาตให้เฉพาะคู่ความที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่สามารถเข้าไปในห้องพิจารณาคดีได้ และหากมีญาติมาด้วย ให้เลือกตัวแทนเข้าฟังได้เพียงคนเดียว

เวลา 10.00 น. ศาลนั่งพิจารณาคดี โดยเรียกให้สิทธิโชคลุกขึ้นรายงานตัว และเริ่มอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ โดยสรุปว่า ศาลอุทธรณ์ได้ตรวจสำนวนแล้วเห็นว่าคดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ คดีนี้จำเลยอุทธรณ์ในหลายประเด็น ดังนี้ 

1. จำเลยอุทธรณ์ยืนยันว่าตนเองไม่ได้มีเจตนาที่จะเข้าร่วมการชุมนุม ทั้งไม่มีพยานหลักฐานประกอบอาชีพไรเดอร์ส่งอาหารมีรายการอาหารที่ต้องเข้าไปรับที่ร้านบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 

ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จากการนำสืบของจำเลยที่กล่าวอ้างว่าไปรับรายการอาหารตามคำสั่งในแอปพลิเคชันสั่งอาหารที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยนั้น โดยปรากฏว่าจำเลยจะต้องเดินทางไปรับอาหารในช่วงเวลา 18.00 น. ของวันที่เกิดเหตุ แต่ในขณะเกิดเหตุตามฟ้องคดีนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 14.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จำเลยอยู่บริเวณที่เกิดเหตุเพลิงลุกไหม้ซุ้มเฉลิมพระเกียรติของรัชกาลที่ 10 จึงทำให้ข้อเท็จจริงที่จำเลยกล่าวอ้างว่าไม่ได้มีเจตนาเข้าร่วมชุมนุมนั้นรับฟังไม่ได้

ในขณะที่พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยอยู่ในพื้นที่การชุมนุม และปรากฏตัวโดยสวมใส่แจ็กเก็ตไลน์แมนยืนอยู่บริเวณที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ โดยมีภาพถ่ายและวิดีโอลำดับเรื่องราวอย่างชัดเจนว่าจำเลยเป็นส่วนหนึ่งของการชุมนุม โดยที่ในขณะนั้นมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 

2. ในส่วนฐานความผิดวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น และมาตรา 112 โจทก์เบิกความไปในทำนองว่าพบเห็นจำเลยถือขวดพลาสติกบีบของเหลวพ่นไปที่ผ้าประดับฐานซุ้มเฉลิมพระเกียรติ ทำให้เกิดไฟไหม้ขึ้น และเชื่อว่าของเหลวในขวดดังกล่าวเป็นเชื้อเพลิงที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้จากพยานหลักฐานภาพถ่ายและคลิปวิดีโอ จำเลยอุทธรณ์ว่ามีเจตนาในการเข้าไปช่วยดับไฟและของเหลวที่จำเลยใช้บีบไปที่ซุ้มผ้านั้น เป็นน้ำอัดลมไม่ใช่เชื้อเพลิงที่ทำให้เกิดไฟลุกลาม

แต่จากพยานหลักฐานและพยานผู้เชี่ยวชาญของโจทก์ที่ได้ดูเหตุการณ์ปรากฏว่าของเหลวถูกไฟ และทำให้ไฟลุก จึงเชื่อได้ว่าเป็นสารเคมีเป็นวัตถุไวไฟที่ทำให้เกิดการลุกไหม้ขึ้นได้  ส่วนที่การตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานไม่พบเชื้อเพลิงหรือต้นเพลิงอาจเกิดจากการระเหยของสารเคมี ทำให้การตรวจพิสูจน์หลักฐานไม่สามารถเจอเชื้อเพลิงที่ทำให้เกิดไฟลุกลามได้

ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยไม่มีเจตนาที่จะช่วยดับไฟ แต่หากทำให้ไฟลุกไหม้มากกว่าเดิม และเล็งเห็นผลความเสียหายต่อพระบรมฉายาลักษณ์ของพระมหากษัตริย์

ดังนั้น ศาลอุทธรณ์จึงเป็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 217, 358 และมาตรา 112 การกระทำของจำเลยกระทำต่อพระบรมฉายาลักษณ์ ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะเทิดทูนของประชาชนชาวไทย ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพระเกียรติยศขององค์พระมหากษัตริย์ เป็นการกระทำที่มิบังควรต่อพระมหากษัตริย์และองค์ราชินี เป็นการดูหมิ่น ตามมาตรา 112 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาศาลอุทธรณ์เห็นชอบแล้ว

ในส่วนประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษสถานเบา ศาลเห็นว่าการกระทำ ของจำเลยอาจก่อให้เกิดสถานการณ์บานปลายกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม และในกระบวนการพิจารณาจำเลยได้ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จึงพิพากษายืน ให้จำคุก 2 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา

ต่อมา ทนายความและนายประกันได้ยื่นขอประกันตัวจำเลยในชั้นฎีกา จนเวลา 17.19 น. ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวจำเลยระหว่างฎีกา โดยให้วางหลักประกันจำนวน 150,000 บาท จึงต้องวางหลักประกันเพิ่มเติมจากชั้นอุทธรณ์ที่เคยวางไว้ 130,000 บาท อีก 20,000 บาท โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์