ณ เวลา ๐๗.๑๕ น. ดิฉันได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อขอร้องให้ศาลปกครองได้โปรดมีคำสั่งเพิกถอน “ประกาศของคณะรัฐมนตรี/กกต.” ที่กำหนดให้มีการทำประชามติในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๙ ให้เป็นโมฆะ และเนื่องจากขณะนี้ใกล้วันทำประชามติ หากปล่อยให้มีการดำเนินการต่อไปตามประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงที่มิอาจแก้ไขได้ภายหลัง เพื่อคุ้มครองหลักนิติธรรมของรัฐ และสิทธิของข้าพเจ้าที่ถูกลิดรอน ตลอดจนลดภาระด้านงบประมาณของแผ่นดินซึ่งส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ ข้าพเจ้าขอให้ศาลได้โปรดมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
ด้านล่างนี้คือหนังสือร้องเรียนที่ดิฉันส่งไปที่ศาลปกครองกลางค่ะ ดิฉันมิใช่นักกฎหมาย อาศัยการค้นคว้าเท่าที่สามารถทำได้ อาจเขียนได้ไม่ดีเท่านักกฎหมาย และไม่ทราบว่าทำไปแล้วจะได้ผลอย่างไรหรือไม่ แต่คิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างและจะไม่เสียใจถ้าไม่สำเร็จค่ะ ขอกำลังใจและขอให้ร่วมกันส่งพลังจิตให้เรื่องนี้สำเร็จค่ะ
คิดนานมากว่าควรยื่นที่ไหนดี ศาลรัฐธรรมนูญก็ยื่นตรงเองไม่ได้และอาจไม่ตรงประเด็น ยื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินไปศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ทราบว่าจะต้องรอถึงชาติหน้าไหม ดิฉันอาจหมดลมไปก่อน เหลือแต่ศาลปกครองเป็นที่พึ่งสุดท้าย หวังว่าดิฉ้นจะยื่นถูกช่องทาง
วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๙
เรียน ศาลปกครองกลาง
เรื่อง ขอให้พิจารณาวินิจฉัยเพิกถอนประกาศหรือคำสั่งของคณะรัฐมนตรีหรือ กกต. ที่กำหนดวันทำประชามติโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองเป็นการชั่วคราว
ข้าพเจ้า นางวิรังรอง ทัพพะรังสี ในฐานะประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ขอร้องเรียนศาลว่า การกระทำของหน่วยงานรัฐ คือรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และ กกต. ในกระบวนการจัดทำประชามติที่จะมีขึ้นในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๙ เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของข้าพเจ้าและไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีกระบวนการ การปฏิบัติและขั้นตอนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยมีเหตุผลสำคัญดังนี้:
๑. กระบวนการเสนอญัตติและลงมติมิชอบด้วยขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ และข้อบังคับการประชุมสภา
ปรากฏข้อเท็จจริงซึ่งเป็นประเด็นสำคัญว่า การลงมติเมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ เพื่อจัดให้มีการลงประชามตินั้น เป็นการลงมติรวบยอดโดย “ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา” โดยไม่ผ่านการพิจารณาแยกสภาตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นการกระทำที่ข้ามขั้นตอนและฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ มาตรา ๑๑ วรรคหนึ่ง ที่กำหนดบังคับไว้อย่างชัดเจนว่า การเสนอเรื่องเพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาจัดให้มีการออกเสียงประชามติต้องเป็นมติของ “แต่ละสภา” แยกกันเท่านั้น (สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแยกกันพิจารณาตามข้อบังคับของแต่ละสภา)
การปฏิบัติดังกล่าวยังเป็นการละเลยขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญที่ระบุไว้ในข้อบังคับเรื่องการพิจารณาญัตติประชามติซึ่งเขียนไว้ใน “ข้อบังคับการประชุม” พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๑๖๐ และข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ข้อ ๑๑๑ ต่างมีบทบัญญัติแยกจากกันในการพิจารณาญัตติประชามติ กล่าวคือกำหนดให้ “แต่ละสภา” ต้องพิจารณาและมีมติเห็นชอบในส่วนของตน โดยข้อ ๑๖๐ ระบุถึงกระบวนการพิจารณา “ญัตติเพื่อให้สภามีมติให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีการออกเสียงประชามติ” โดยกำหนดว่าเมื่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาและมีมติเห็นชอบแล้ว ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งมติไปให้วุฒิสภาพิจารณาเห็นชอบด้วย ส่วนข้อ ๑๑๑ ระบุถึง “การพิจารณาญัตติที่สภาผู้แทนราษฎรส่งมาให้วุฒิสภาเห็นชอบเพื่อให้มีการออกเสียงประชามติ” วุฒิสภาจึงมีหน้าที่ “พิจารณาเห็นชอบ” ต่อจากสภาผู้แทนฯ ตามลำดับขั้นตอนของข้อบังคับวุฒิสภา ทั้งนี้ไม่มีข้อบังคับใดให้อำนาจรัฐสภาลงมติเรื่องดังกล่าวร่วมกันโดยไม่ผ่านมติแยกของแต่ละสภา ตามที่ พ.ร.บ. ประชามติ มาตรา ๑๑ กำหนดไว้
กฎเกณฑ์ดังกล่าวเปรียบเสมือนหลักประกันความโปร่งใสตามหลักนิติธรรม แต่การกะรทำรวบยอดลงมติร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๘ ขัดต่อเจตนารมณ์ มิชอบด้วยกฎหมายและข้ามขั้นตอนที่เป็นสาระสำคัญของกฎหมายประชามติที่ต้องการให้แต่ละสภาใช้ดุลยพินิจแยกจากกัน เมื่อต้นทางของการได้มาซึ่งมติเริ่มต้นมิชอบด้วยกฎหมาย ปลายทางของการจัดทำประชามติในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ย่อมไม่มีความสมบูรณ์ตามกฎหมาย เมื่อปราศจากกฎหมายรองรับก็มิอาจนำไปสู่การจัดทำประชามติได้ ต้องตกเป็นโมฆะตามหลัก “ผลไม้จากต้นไม้พิษ” (Fruit of the poisonous tree)
๒. การกำหนดวันที่ให้มีการออกเสียงประชามติไม่เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.๒๕๖๔ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง กำหนดให้การออกเสียงประชามติจะต้องมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๖๐ วัน และไม่เกิน ๑๕๐ วัน นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภา เมื่อปรากฏว่าประธานรัฐสภาส่งมติไปยังคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ โดยกำหนดวันออกเสียงประชามติไว้วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๙ เมื่อนับระยะเวลาตามกฎหมาย คือนับตั้งแต่วันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ ถึง ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๙ มีระยะเวลาเพียง ๕๙ วันเท่านั้น หรือถ้าตามหลักการนับระยะเวลาที่ไม่นับวันแรกคือหากนับตั้งแต่วันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ ถึง ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๙ จะมีระยะเวลาเพียง ๕๘ วัน และถ้าไม่นับวันสุดท้าย จะเป็น ๕๗ วัน ซึ่งไม่ว่าจะนับอย่างไรก็ไม่ครบถ้วนตามระยะเวลาขั้นต่ำ ๖๐ วันตามที่กฎหมายบัญญัติไว้
การดำเนินการดังกล่าวมีลักษณะที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญและเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. ประชามติ มาตรา ๑๐ อย่างชัดเจน ซึ่งระยะเวลาที่กำหนดไว้ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ต้องจัดให้มีเพื่อให้ประชาชนมีเวลาศึกษาข้อมูลอย่างเพียงพอ
๓. ผลกระทบความเสียหายต่อรัฐและละเมิดสิทธิเสรีภาพ
การจัดทำประชามติโดยมิชอบด้วยกฎหมายและกระบวนการ โดยเฉพาะการไม่ปฏิบัติตามกรอบระยะเวลา ขั้นต่ำ ๖๐ วัน ตามที่ พ.ร.บ. ประชามติฯ มาตรา ๑๐ กำหนด เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานที่ข้าพเจ้าพึงมีตามรัฐธรรมนูญ ทำให้ข้าพเจ้าในฐานะพลเมืองและผู้มีสิทธิออกเสียงได้รับความเดือดร้อน
การทำประชามติเป็นกระบวนการใช้อำนาจอธิปไตยทางตรงของประชาชน ต้องตั้งอยู่บนความสุจริตและความถูกต้องตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด การที่คณะรัฐมนตรีกำหนดวันลงคะแนนเสียงประชามติไว้เพียง ๕๙ วัน (ถ้านับจากวันที่ได้รับแจ้งมติ) ถือเป็นการล่วงละเมิดบทบัญญัติมาตรา ๑๐ แห่ง พ.ร.บ.ประชามติ ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อกำกับกระบวนการประชาธิปไตย หากปล่อยให้กระบวนการที่มิชอบด้วยกฎหมายดำเนินต่อไปจนถึงวันออกเสียงประชามติ จะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อสถานะความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยจะถูกโต้แย้งในภายหลังว่ามีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีที่มาจากการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย อีกทั้งยังเป็นการสูญเสียงบประมาณแผ่นดินจำนวนมหาศาลโดยสูญเปล่าจากการจัดกิจกรรมที่ไม่มีกฎหมายรองรับ
ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงทางกฎหมายดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจว่ามีการจงใจข้ามขั้นตอนเพื่อความรวดเร็วจนละเลยความถูกต้องที่กฎหมายบังคับไว้ ข้าพเจ้าจึงขอร้องให้ศาลปกครองได้โปรดมีคำสั่งเพิกถอน “ประกาศของคณะรัฐมนตรี/กกต.” ที่กำหนดให้มีการทำประชามติในวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๙ ให้เป็นโมฆะ และเนื่องจากขณะนี้ใกล้วันทำประชามติ หากปล่อยให้มีการดำเนินการต่อไปตามประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงที่มิอาจแก้ไขได้ภายหลัง เพื่อคุ้มครองหลักนิติธรรมของรัฐ และสิทธิของข้าพเจ้าที่ถูกลิดรอน ตลอดจนลดภาระด้านงบประมาณของแผ่นดินซึ่งส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ ข้าพเจ้าขอให้ศาลได้โปรดมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
ขอแสดงความนับถือ
(นางวิรังรอง ทัพพะรังสี)
