ข่าวประจำวัน » ประชาคมแพทย์ไม่ทน !! เรียกร้องให้อนุทินลาออก รับผิดชอบบริหารพลาดทำคนตาย

ประชาคมแพทย์ไม่ทน !! เรียกร้องให้อนุทินลาออก รับผิดชอบบริหารพลาดทำคนตาย

29 November 2025
14   0

เพจประชาคมแพทย์ ระบุว่า

อนุทิน: จะเป็น Shastri แห่งประเทศไทย ถ้าเลือกลาออก — ไม่ใช่เพราะแพ้ แต่เพราะมองไกล คำแนะนำเพจประชาคมแพทย์ ถึงนายกฯ อนุทิน: สุภาพบุรุษทางการเมือง ไม่ได้วัดกันที่ “อยู่ได้นาน” แต่วัดกันที่ “กล้าลาออกในวันที่คนยังไม่กล้า”

1) วิกฤตหาดใหญ่: บททดสอบของยุคข้อมูล น้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่ไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติ แต่มันคือ “เครื่องเอกซเรย์ภาวะผู้นำ” ของยุคข้อมูล ระบบเตือนภัย Cell Broadcasting ส่งสัญญาณมากกว่า 90 ครั้ง แต่ผู้บริหารท้องถิ่นกลับ ไม่เชื่อข้อมูลวิทยาศาสตร์ และชะลอการขอสนับสนุนจากส่วนกลาง เรื่องนี้พิสูจน์ความผิดได้ไม่ยาก ผลคือทุกขั้นตอน

—อพยพ เตรียมระบบ บริหารภายหลังภัย ช้ากว่ากฎฟิสิกส์ของน้ำ เมื่อฝนหาดใหญ่เทลงมา และน้ำสูงถึงระดับ 4 เมตรในเวลาอันไม่นาน Rain Bomb อาจสุดวิสัย แต่ “ความล่าช้าในการตัดสินใจของมนุษย์” คือสิ่งที่ประชาชนยอมรับไม่ได้ และต้องยอมรับว่าประชาชน บางส่วนก็โอนความรับผิดให้กับ ผู้นำท้องถิ่นที่เชื่อสัญชาตญาณตัวเองมากกว่า สัญญาณทางวิทยาศาสตร์ แล้วประชาชนก็เชื่อผู้นำท้องถิ่นนั้น เมื่อยอดผู้เสียชีวิตแตะหลักร้อย และนายกรัฐมนตรีเองยอมรับว่ามี “ความผิดพลาดในระบบ” นี่ไม่ใช่ปัญหาของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่คือ ภาวะรับผิดร่วมของรัฐบาลทั้งคณะ

2) Lal Bahadur Shastri: ผู้นำที่ยอมลาออกเพื่อปกป้องความศักดิ์สิทธิ์ของความรับผิดชอบ อินเดียเคยมีรัฐมนตรีผู้กล้าชื่อ Lal Bahadur Shastri ในปี 1956 เขาเผชิญอุบัติเหตุรถไฟใหญ่ถึงสองครั้ง รวมผู้เสียชีวิตกว่า 250 คน แม้คณะกรรมการชี้ว่า “ไม่ใช่ความผิดของรัฐมนตรี” แต่ Shastri กลับ ลาออกเองอย่างไม่ลังเล พร้อมจดหมายประวัติศาสตร์ว่า > “มันจะดีต่อฉัน และดีต่อรัฐบาล ถ้าฉันขอลาออกอย่างเงียบ ๆ” เนห์รูพยายามรั้ง แต่ต้องยอม เพราะนี่คือแบบอย่างของ “ภาวะรับผิดชอบโดยไม่ต้องมีใครบังคับ” เขาไม่ได้ลาออกเพราะแพ้ แต่ลาออกเพราะรู้ว่า ผู้นำต้องยอมรับภาระทางศีลธรรม 8 ปีต่อมา

เขากลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเสียงยกย่อง พร้อมสโลแกนระดับชาติ “Jai Jawan, Jai Kisan” โลกจำเขาในฐานะ “ผู้นำที่กล้ารับผิดชอบมากกว่าคนรุ่นใดในยุคนั้น”

3) ถอดบทเรียนสู่ไทย: ถ้าอนุทินเลือกลาออกตอนนี้ — ยังมีโอกาส จะชนะในรอบถัดไป บริบทไทยวันนี้คือภาพสะท้อนอินเดียปี 1956 ความสูญเสียจากภัยธรรมชาติได้กลายเป็น “จุดตัดทางศีลธรรม” การลาออกไม่ใช่การถอย แต่คือการ “ตัดไฟทางศีลธรรม” ก่อนลุกลามเป็นไฟทางการเมือง และการเมืองหลังจากนี้จะไม่ได้หมุนรอบ “น้ำท่วม” อีกต่อไป แต่มันจะหมุนรอบคำถามเดียวคือ > ใครคือผู้นำที่กล้ารับผิดชอบก่อนที่คนทั้งประเทศจะเรียกร้อง ในเกมนี้ นายอนุทินมีโอกาสวางตัวเป็น สุภาพบุรุษทางการเมืองคนแรกของยุคใหม่ ที่ประเทศไทยอาจรอคอยมานานหลายทศวรรษ

**4) ภารกิจที่ต้องเสร็จก่อน: มุมมองจากประชาคมแพทย์ “การชดเชยผู้เสียหาย ต้องเกิดขึ้นจริงก่อนตัดสินใจลาออก”

** ท่ามกลางการเมืองร้อนและการวิจารณ์โหมกระหน่ำ ประชาคมแพทย์ขอเน้นย้ำภารกิจหนึ่งที่รัฐต้องทำ “ให้สำเร็จในระดับที่จับต้องได้” ก่อน นั่นคือ “การชดเชยเยียวยาผู้เสียหายจากวิกฤตหาดใหญ่” เพราะนี่คือจุดวัดใจผู้นำใน 3 มิติ:

(1) มิติของความเป็นรัฐบาล ไม่ใช่แค่เดินทางไปดูพื้นที่ แต่ต้องเกิด “ระบบการชดเชยที่ทำงานจริง” และ “ระบบจัดการภัยพิบัติ ในช่วง หลังเกิดเหตุ” ไม่ใช่คำสัญญาหรือโพสต์เฟซบุ๊ก

(2) มิติของศีลธรรมทางการเมือง ความสูญเสียครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ความผิดพลาดของระบบ และตัวบุคคล” ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของรัฐโดยตรง การชดเชยคือหน้าที่ มิใช่บุญคุณ

(3) มิติของภาวะผู้นำ หากนายกรัฐมนตรีตัดสินใจลาออก การทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ “ก่อน” คือสัญลักษณ์สำคัญว่า เขาไม่ได้ทิ้งสนามกลางคัน แต่ “ปิดงานสำคัญให้ประชาชนก่อนก้าวลงจากตำแหน่ง” นี่เองคือความสง่างามที่ Shastri ทำ

เขาทำทุกอย่างที่ทำได้ก่อน จากนั้นจึงลาออกเพื่อรักษาหลักการ และในมุมประชาคมแพทย์ การชดเชยเสียหายครั้งนี้ต้อง

1.ตั้งต้นทันที

2.ด้วยมาตรฐานที่ยุติธรรม ไม่น้อยเกินไป

3.และกรณีหากมากเกินไป หลายสิบเท่า ต้องมีคำอธิบายที่มีเหตุผล

4 ถ้าไม่มีเหตุผล เป็นหน้าที่ที่ คณะรัฐมนตรีต้องร่วมกันแชร์ ค่าเยียวยา และ

5. ต้อง ประกาศกรอบเวลาที่ชัดเจน ทั้งหมดต้องก่อนฝ่ายค้านยื่นอภิปราย เพื่อไทยจะสร้าง narrative ว่ารัฐบาล “ยังไม่ช่วยประชาชนแม้แต่นิด” การ “ปิดงานก่อนก้าวลง” จึงเป็นยุทธศาสตร์และศีลธรรมไปพร้อมกัน

5) 4 เส้นทางแห่งการตัดสินใจลาออก

ทางที่ 1 — ลาออกก่อนการอภิปราย ทางนี้สง่างามที่สุด และมี “ผลตอบแทนทางการเมือง” สูงที่สุด ข้อดีคือ: คุม narrative ได้เอง ไม่ถูกฝ่ายค้านลากซ้ำกลางสภา ประชาชนเห็นความรับผิดชอบก่อนถูกชี้นิ้ว (มีต่อ)