กลายเป็นสถานการณ์ที่บานปลายจนยากเกินควบคุมแล้วสำหรับ การประท้วงในสหรัฐฯ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ จอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวสีเหยื่อความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจในเมืองมินนิอาโปลิส
ล่าสุดม็อบเดือดกำลังลุกลามไปในกว่า 30 เมืองใหญ่ของสหรัฐฯ สถานการณ์ในหลายพื้นที่แปรเปลี่ยนเป็นการจลาจล และมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ถูกยิงเสียชีวิตแล้ว 1 นาย โดยกลุ่มผู้ประท้วงหลายร้อยคน ที่มารวมตัวกันในบริเวณสวนสาธารณะลาฟาแยต ด้านนอกทำเนียบขาวเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ต่างชูถือป้ายที่มีความหมายว่า “ไม่มีความยุติธรรม ไม่มีวันสงบสุข”
การประท้วงดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของกระแสความเคลื่อนไหวในสังคมที่กำลังแผ่ขยายวงกว้างอย่างน่ากลัวไปทั่วสหรัฐฯ และเป็นความคุกรุ่นที่เกิดขึ้นใกล้จะครบ 1 สัปดาห์ ประชาชนจำนวนมากได้ออกมาชุมนุมประท้วงหน้าสถานีตำรวจในเมืองมินนิอาโปลิส เพื่อเรียกร้องทวงความยุติธรรมให้กับนายจอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวสี ที่ตกเป็นเหยื่อคนล่าสุดของการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจผิวขาว เขาเสียชีวิตหลังถูกจับกุมเมื่อวันที่ 25 พ.ค.
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น คำพูด และท่าทีของโดนัลด์ ทรัมป์ เหมือนเป็นการสาดน้ำมันลงบนกองไฟ เมื่อเขาขยันโพสต์บนทวิตเตอร์เกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น และยิ่งดูเหมือนเป็นการเหยียดหยันผู้ชุมนุม แบ่งแยก และสนับสนุนการใช้ความรุนแรงโดยผู้มีอำนาจ
สถานการณ์ประท้วงเริ่มตึงเครียด ปจนกลายเป็นเหตุรุนแรงจนเกิดจลาจล และมีผู้ฉวยโอกาสวางเพลิง เผารถ ปล้นร้านค้า จนตำรวจต้องตัดสินใจใช้กระสุนยาง และแก๊สน้ำตาสลายฝูงชน แต่แทนที่เหตุการณ์จะจบลง กลับกลายเป็นว่าการประท้วงในมินเนโซตา ได้จุดประกายให้เกิดกระแสการชุมนุมประท้วงทวงความเป็นธรรม และต่อต้านการเหยียดสีผิว ภายใต้แฮชแท็ก #JusticeForGeorgeFloyd (ทวงยุติธรรมให้จอร์จ ฟลอยด์)
ที่ตอนนี้ได้ลุกลามไปในกว่า 30 เมืองของหลายมลรัฐทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งบางแห่งเป็นเพียงการประท้วงอย่างสงบ แต่หลายแห่งก็เต็มไปด้วยความรุนแรงถึงขั้นจลาจล และดูจะไม่มีทีท่าที่จะจบลงได้ในเร็ววันนี้
