“ศาลยุติธรรมเราเริ่มทำงานเชิงรุกด้วยการ “เอาคนออกจากคุก” ผมส่งท่านรองเมทินี(รองประธานศาลฎีกา) และหัวหน้าผู้พิพากษาหลายคน เข้าไปสัมภาษณ์ผู้ต้องขังในคุกเพื่อหาคำตอบว่า คนเหล่านี้ทำความผิดไม่ร้ายแรงเหตุใดจึงต้องมาติดคุก และเราก็พบว่า บางคนมีสิทธิ์ที่จะประกันตัวออกไปได้ แต่ไม่มีเงินประกันตัว และบางคนพอจะมีเงินประกันตัวอยู่บ้าง แต่ไม่อยากใช้เงินเพื่อการประกันตัว เพราะจะเก็บเงินไว้เพื่อส่งเสียลูกเรียนหนังสือ”

New Normal ศาลยุติธรรม ส่งผู้พิพากษาเข้าเรือนจำ “เอาคนไม่มีเงินประกันตัวออกจากคุก” เป็นศาลเดียวในโลก
นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา กล่าวถึง หนึ่งในนโยบาย 5 ด้าน คือ การยกระดับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานผู้ต้องหาและจำเลย คำนึงถึงเหยื่ออาชญากรรมและความสงบสุขของสังคม โดยระบุว่า เมื่อผู้พิพากษาได้เข้าไปเห็นปัญหาเอง ก็เกิดโครงการเชิงรุกขึ้นมา ถามผู้ต้องขังที่เรียกกันว่าเป็น “ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี” เหล่านั้นว่าต้องการประกันตัวหรือไม่ ถ้าต้องการประกันตัวก็สามารถทำได้ด้วยกระบวนการง่ายๆที่ไม่ต้องใช้เงินเป็นหลักประกัน เพียงแต่ยื่นคำร้องขอประกันตัว แล้วกรอกแบบฟอร์มที่ทางศาลได้ออกแบบ “หลักประเมินความเสี่ยง” ซึ่งหากพบว่ามีความเสี่ยงที่จะหลบหนีน้อย และไม่เป็นอันตรายต่อสาธารณะ จะได้ประกันตัวแน่นอน พร้อมระบุว่า ศาลไทย เป็นประเทศแรกของโลกที่มีกระบวนการเช่นนี้ คือ ศาล เป็นผู้ที่เอาผู้ต้องขังออกจากคุกด้วยตัวเอง
นี่เป็นเนื้อหาที่เกิดขึ้นในเวที RoLD Virtual Forum : Living with COVID-19 ตอน วิถีใหม่ศาลยุติธรรมยุคโควิด-19 ซึ่งจัดขึ้นโดย สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ ในช่วงสนทนาพิเศษกับประธานศาลฎีกา หัวข้อ “ศาลกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน”

กำหนดนโยบายศาลยุติธรรมจากการรับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้เสีย
ประธานศาลฎีกา ได้กล่าวถึงจุดเริ่มต้นซึ่งเป็นที่มาของนโยบายเหล่านี้ โดยระบุถึงช่วงตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งประธานศาลฎีกาใหม่ ได้ใช้แนวคิดที่ได้รับมาจากการไปอบรมหลักสูตรด้านการบริหารต่างๆ คือ การกำหนดนโยบายใดๆก็ตามต้องมาจากการมีส่วนร่วมของผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากนโยบายนั้น ดังนั้น เมื่อเข้ารับตำแหน่ง จึงให้คณะทำงานส่งหนังสือไปยังกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียจากการทำงานของศาลยุติธรรม ทั้ง บุคคลในกระบวนการยุติธรรมที่มีหน้าที่ คือ ตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ รวมไปถึงคู่ความ และประชาชน และยังประกาศไปยังสื่อออนไลน์ขอความคิดเห็น โดยตั้งคำถามว่า “ใน 1 ปี จากนี้ไป อยากให้ศาลยุติธรรมทำอะไรบ้าง” เพื่อนำข้อมูลที่ได้รับมาประมวลผลก่อนกำหนดเป็นนโยบายของศาลยุติธรรม
เมื่อส่งคำขอข้อมูลออกไป พบว่า มีบุคคลจำนวนมากส่งคำตอบเข้ามา โดยแบ่งเป็นข้อมูลจากบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมประมาณ 60% และเป็นความเห็นจากประชาชนทั่วไป 40% พบว่า สิ่งแรกที่ต้องการมากที่สุดคือ ขอให้ศาลยุติธรรมพิจารณาเรื่องกระบวนการปล่อยตัวชั่วคราว และต้องการให้ศาลพิจารณาการปล่อยตัวชั่วคราวได้โดยไม่มีวันหยุดราชการ จึงเห็นว่า เป็นเรื่องที่เหมาะสม เพราะ “ความยุติธรรมต้องไม่มีวันหยุดราชการ” จึงเริ่มดำเนินการนโยบายแรกคือ “การพิจารณาปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่มีวันหยุด” ซึ่งก็ต้องขอบคุณผู้พิพากษาและบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมที่เสียสละเวลามาทำงานในช่วงวันหยุดเพิ่มขึ้น เพื่อทำให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมตามสิทธิที่ควรจะได้รับ
แต่ในประเด็น “การพิจารณาปล่อยตัวชั่วคราว” ประธานศาลฎีกา ยอมรับว่า ในแต่ละคดี มีทั้งผู้ต้องหาและผู้เสียหาย ดังนั้นการพิจารณาว่าจะปล่อยตัวชั่วคราวบุคคลใด จึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้เสียหาย และคำนึงถึงความปลอดภัยของสาธารณะด้วย
เมื่อมาดูสถิติการปล่อยตัวชั่วคราวทั่วประเทศ นางเมทินี ชโลธร รองประธานศาลฎีกา เปิดเผยว่า มีคำร้องมากกว่าสองแสนคำร้องในแต่ละปี และศาลชั้นต้นได้ดำเนินการอนุญาตปล่อยตัวในแต่ละปีไปกว่า 90% เช่นปี 2562 มีจำนวนคำร้อง 217,903 เรื่อง ศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวไป 200,713 ส่วนปี 2563 ช่วงต้นปีมีคำร้องแล้ว 56,106 เรื่อง และศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวไปแล้ว 51,076 แต่ตัวเลขนี้ยังไม่ใช่จำนวนที่พอใจ เพราะเมื่อพิจารณาจากจำนวนคดีอาญาในศาลชั้นต้น พบว่าในหนึ่งปีจะมีถึง 5-6 แสนคดี แต่กลับมีคำร้องมายื่นแค่ 2 แสนกว่าเรื่องเท่านั้นซึ่งหมายความว่า จำเลยอาจจะยังไม่รับรู้ถึงสิทธิที่พึงมีในการขอปล่อยตัวชั่วคราว ส่วนกรณีที่ไม่อนุญาตปล่อย ส่วนใหญ่เป็นเพราะจำเลยมีโทษคดีอื่นติดอยู่ด้วย หรือคดีขายยาบ้าหลักแสนเม็ดทางศาลอาจไม่ให้ประกันออกไป
สำหรับข้อมูลการปล่อยตัวชั่วคราวในวันหยุดราชการ ตามแนวคิด “ความยุติธรรมไม่มีวันหยุด” มีสถิติการปล่อยตัวชั่วคราวในวันหยุดราชการของศาลชั้นต้น ตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน 2563 มีคำร้องขอปล่อยตัวในช่วงวันหยุด 3,792 เรื่อง ศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวไป 3,424 เรื่อง ไม่อนุญาตปล่อยตัว 323 เรื่อง และส่งศาลสูงทั้งสิ้น 45 เรื่อง ซึ่งจะเห็นว่า มีคนได้กลับไปอยู่กับครอบครัวก่อนเวลาเป็นจำนวนมาก จากเดิมที่กลุ่มคนเหล่านี้ต้องถูกขังในเรือนจำต่ออีกหนึ่งหรือสองวันในช่วงเสาร์-อาทิตย์
ศาลฎีกา มีเป้าหมายว่า ภายในเดือนมิถุนายนนี้ ศาลชั้นต้น 70% จากทั้งหมด 269 ศาล จะดำเนินการตาม “มาตรการเชิงรุก” ได้สำเร็จ และมีเป้าหมายภายในเดือนกันยายนจะทำให้ศาลชั้นต้นทุกแห่งดำเนินการได้ ซึ่งผลจากมาตรการเชิงรุกนี้จะทำให้ผู้ต้องขังระหว่างไต่สวนพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นมีจำนวนลดลง
จากสถิติของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งสำรวจ ณ วันที่ 1 เมษายนของทุกปี ตั้งแต่ปี 2560 และ 2561 ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี ในส่วนของศาลชั้นต้น จะมีจำนวน 10,173 คน และ 11,087 คน ตามลำดับ ถือว่าค่อนข้างสูง ส่วนในปี 2562 ลดลงมาเหลือ 8,963 คน และการสำรวจ ณ วันที่ 1 เมษายน 2563 มีตัวเลขอยู่ที่ 9,699 คน ส่วนจำนวนที่ขังระหว่างอุทธรณ์-ฎีกา จะเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นตัดสินเรียบร้อยแล้วจึงมีจำนวนสูงและกลุ่มนี้จะเปลี่ยนสถานะเป็นนักโทษเด็ดขาดต่อไปในอนาคต ซึ่งศาลจะพยายามลดจำนวนผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี ให้เหลือเพียง 5%ของคดีที่อยู่ระหว่างพิจารณาในศาลชั้นต้น
สำหรับ “นโยบาย 5 ข้อ ของ ประธานศาลฎีกา” ประกอบด้วย
- ยกระดับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานผู้ต้องหาและจำเลย คำนึงถึงเหยื่ออาชญากรรมและความสงบสุขของสังคม คือ นโยบายด้านสิทธิเสรีภาพที่กล่าวไปแล้ว
- ยกระดับมาตรฐานการพิจารณาพิพากษาคดีให้ความยุติธรรมเป็นที่ประจักษ์ คือ ทำให้การพิจารณาคดีมีคุณภาพมากขึ้น ให้ผู้พิพากษาให้ความสำคัญกับการอ่านสำนวน ตรวจสอบพยานหลักฐานให้ละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น ให้เป็นความยุติธรรมที่ทุกคนต้องการ
- นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการอำนวยความยุติธรรม การพิจารณาพิพากษาคดี และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยคำนึงถึงช่องทางอื่นที่สะดวกและประหยัดสำหรับประชาชนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ นโยบายนี้สอดคล้องกับสถานการณ์โควิดพอดี ซึ่งศาลได้นำเทคโนโลยีต่างๆมาใช้ในหลายกรณี เช่น การสอบพยาน หรือแม้แต่อ่านคำพิพากษาทาง VDO Conference
- เสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบบริหารงานบุคคล ด้วยการสร้างความสมดุลระหว่างจริยธรรม ระบบอาวุโส และความรู้ความสามารถ ศาลจะเข้มแข็ง ต้องทำให้บุคลากรในศาลได้พัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่อง และสามารถเจริญก้าวหน้าได้ตามหลักจริยธรรม นิติธรรม และหลักธรรมภิบาล
- สนับสนุนบทบาทศาลในการบังคับใช้กฎหมายส่งเสริมสิ่งแวดล้อม ไม่ก่อภาระแก่สังคมและประชาชน คือ การสร้างความยุติธรรมให้เป็นสีเขียว นอกจากจะทำให้สถานที่ อาคารต่างๆร่มรื่น ยังมีความหมายว่า ความยุติธรรมต้องบริสุทธิ์เป็นธรรมชาติ สะท้อนถึงหลัก “นิติธรรม”
New Normal ศาลยุติธรรมยุคโควิด-19 “เปิดศาล” ให้เป็นแหล่งเรียนรู้กฎหมาย ประชาชนเข้าถึงง่าย ตรวจสอบได้ทุกคดี
“ที่ผ่านมา ศาลฎีกา ถูกมองว่าเป็นพื้นที่ลึกลับ เข้าถึงยาก เป็นดินแดนมิคสัญญี ผมจะเปิดให้คนภายนอกเข้าขมการทำงานของศาลฎีกา จะเชิญชวนผู้มีวิชาชีพทางกฎหมาย เชิญชวนนิสิตนักศึกษา นักเรียนเข้ามาดูการทำงานของศาลฎีกา ว่ามีระบบงานทำงานอย่างไร มีระบบการทำคำพิพากษาอย่างไร ทำให้เห็นว่าสิ่งที่เหล่านี้ไม่ใช่ความลับ มีกระบวนการทำงานที่โปร่งใส และตรวจสอบได้ ทำให้ศาลฎีกาเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักกฎหมาย และประชาชนทั่วไป … วันเด็ก ทำเนียบรัฐบาลยังเปิดให้เด็กเข้าชมได้ ทำไมศาลยุติธรรมจะเปิดไม่ได้”
“ทำให้สาธารณะเข้าถึงศาลได้” ถือเป็นความพยายามที่จะปรับเปลี่ยน “วิธีคิด” ทั้งของบุคลากรศาลและวิธีคิดที่ประชาชนรู้สึกต่อศาล ซึ่งประธานศาลฎีกา เปิดเผยระหว่างการสนทนาพิเศษครั้งนี้ โดยระบุว่า กำลังให้คณะทำงานของสำนักงานศาลยุติธรรม เตรียมการ “เปิดศาลฎีกา” ให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของประชาชน ให้พื้นที่ของศาลเป็นสถานที่เรียนรู้ประวัติศาสตร์กฎหมายของประเทศไทย ประวัติของศาลฎีกา และสามารถเรียนรู้ได้ว่ากว่าจะเป็นคำตัดสินของศาลในแต่ละคดี มีการทำงานที่ละเอียดรอบคอบ ตรวจสอบความถูกต้องจริงหรือไม่ ซึ่งแนวคิดนี้ มาจากความต้องการให้ “ศาลยุติธรรม” เป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง จะช่วยเปลี่ยนความรู้สึกของประชาชนที่เคยมีต่อศาล จากพื้นที่ลึกลับ แตะต้องไม่ได้ ให้กลายเป็นพื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายซึ่งจะนำไปสู่ความไว้ใจศาล และเมื่อศาลฏีกาเปิดได้แล้ว ในขั้นต่อไป ก็เชื่อว่าจะสามารถเปิดศาลอุทธรณ์ได้เช่นกัน
ส่วนกระบวนการทำงานต่างๆของศาลที่จะปรับเปลี่ยนไปในช่วงที่ยังมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประธานศาลฎีกา เปิดเผยว่า แนวปฏิบัติในขณะนี้ คือยังต้องลดการมารวมตัวกันที่ศาล ด้วยการอนุญาตให้เฉพาะบุคคลที่จำเป็นเท่านั้นจึงจะเข้าไปในห้องพิจารณาคดี และยังต้องรักษาระยะห่างตามคำแนะนำของทางสาธารณสุข โดยที่ผ่านมา ได้เลื่อนการพิจารณาคดีไปถึง 1.6 แสนคดี แต่เป็นคดีที่ได้พิจารณาแล้วว่าการเลื่อนออกไป จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และขณะนี้ได้ประเมินว่า ภายในเดือนมิถุนายน กรกฎาคม ถึง สิงหาคม ศาลน่าจะกลับมาให้บริการได้ตามปกติ จึงมีแนวทางที่จะเร่งพิจารณาคดีที่เลื่อนออกไปทันที โดยจะเพิ่มการทำงานในวันเสาร์-อาทิตย์ขึ้นมา เพื่อให้กรอบเวลาการพิจารณาคดีต่างๆเป็นไปตามเป้าหมายเดิมที่วางไว้ คือ คดีที่ศาลชั้นต้น ใช้เวลาไม่เกิน 2 ปีต่อคดี ส่วนในชั้นศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา ใช้เวลาไม่เกินคดีละ 1 ปี เพราะศาลทราบดีถึงคำวิจารณ์ในอดีตว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความไม่ยุติธรรม”
ส่วนวิธีการอื่นๆที่นำมาใช้แล้วเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินต่อไปได้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เช่น การสืบพยานโดยใช้ระบบ VDO Conference ซึ่งเคยใช้ในคดีแพ่งที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาหรือการค้าระหว่างประเทศจึงประยุกต์มาใช้กับคดีอื่นๆให้มากขึ้น หรือ การไต่สวนพยานโดยใช้การแยกห้องพิจารณา ซึ่งเป็นวิธีการที่ทำอยู่แล้วเพื่อให้ความคุ้มครองในการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน
กระบวนการปล่อยตัวชั่วคราว ก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่ประธานศาลฎีกา ระบุว่า ได้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย จากปกติที่ต้องนำตัวจำเลยที่จะถูกปล่อยตัวมาที่ศาล ก็จะปรับเปลี่ยนเป็นการสอบถามจำเลยด้วยระบบ VDO Conference จากที่เรือนจำ เช่นเดียวกับการอ่านคำพิพากษาในกรณีที่จำเลยอยู่ที่เรือนจำอยู่แล้ว ก็สามารถอ่านผ่านระบบ VDO Conference โดยตรง ซึ่งการไม่ต้องนำตัวจำเลยมาที่ศาลยังช่วยลดความเสี่ยงของเขาที่จะต้องออกมาติดเชื้อ และในบางกรณียังช่วยลดความเสี่ยงที่จะถูกชิงตัวหลบหนีด้วย
ประธานศาลฎีกา กล่าวสรุปว่า ความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายของศาลที่กำลังดำเนินการอยู่ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดของบุคลากรทั้งหมดของศาลและกระบวนการยุติธรรม โดยมีประเด็นที่เป็นหัวใจคือ “ตราบใดที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได่ว่าบุคคลใดมีความผิด ต้องได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มที่ เว้นแต่มีแนวโน้มว่าบุคคลนี้จะเป็นอันตรายต่อสาธารณะ” และหากมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ก็ต้องมีแนวทางการลงโทษที่เหมาะสมกับความผิด เป็นทางเลือกอื่นซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นการจำคุกเสมอไป ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ จะยังต้องผ่านการทำงานร่วมกันอย่างมากในกระบวนการของฝ่ายนิติบัญญัติทั้งหมด ซึ่งก็หวังว่าจะเกิดขึ้น เพื่อให้ศาลได้เป็นที่พึ่งของทุกคนได้อย่างแท้จริง
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย กล่าวสสรุปโดยชี้ให้เห็นว่า การขับเคลื่อนครั้งนี้ของผู้บริหารศาลยุติธรรม เป็นความหวังครั้งสำคัญของประเทศ เพราะเป็นความพยายามเปลี่ยนแปลงในเชิงลึกลงไปถึงวิธีคิดผ่านการรับฟังความเห็นของทุกฝ่าย ทั้งผู้ต้องหา จำเลย ผู้เสียหาย และประชาชนทั่วไป นำไปสู่การทำงานเชิงรุกด้วยการส่งผู้พิพากษาไปสัมผัสปัญหาถึงในเรือนจำ โดยเฉพาะการเริ่มเปลี่ยนแปลงกระบวนการปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่ง “ศาล” ได้สร้างแบบประเมินความเสี่ยงหลบหนีหรือเป็นอันตรายกับสังคมหรือไม่ ขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการพิจารณาว่าจะให้ประกันตัวผู้ต้องหา แทนการใช้ “เงิน” ซึ่งที่ผ่านมาเห็นแล้วว่า เป็นหลักประกันที่ไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดอย่างแท้จริง และยังทำให้คนที่ไม่มีเงินไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมด้วย หรือ ความพยายามในการแก้ปัญหาให้กับคนจนที่ถูกกักขังแทนการเสียค่าปรับก็เป็นความพยายามที่ดี จึงเชื่อว่า มาตรการต่างๆเหล่านี้ของศาลจะได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากทางฝ่ายวิชาการอย่างแน่นอน
ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ยังกล่าวสนับสนุนมาตรการอื่นๆของศาล ทั้งการใช้เทคโนโลยีอย่างกำไล EM มาเป็นเครื่องมือช่วยในการติดตามผู้ต้องหา ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้ศาลและชุมชนได้ โดยที่ผู้กระทำความผิดยังสามารถไปทำงานหาเลี้ยงชีพได้ หรือแม้แต่การสร้างกระบวนการติดตามดูแลกันในชุมชน การไกล่เกลี่ยคดีทางออนไลน์ การอ่านคำพิพากษาผ่านระบบ VDO Conference และที่สำคัญคือ แนวคิดที่จะแก้ปัญหานักโทษคดียาเสพติดซึ่งมีมากที่สุดในเรือนจำ ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องมาอยู่ในเรือนจำ ซึ่งทั้งหมดนี้คงต้องผ่านกระบวนการใรการแก้ไขกฎหมาย สร้างความเข้าใจในชุมชน สร้างระบบติดตามตัวที่น่าเชื่อถือ จึงขอสนับสนุนให้ศาล ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นหัวใจที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในกระบวนการยุติธรรมต่อไป