“คุณหญิงสุดารัตน์” เย้ย 4 ปี คสช. งานเหลว บอกใช้ ม.44 ไม่ทำให้ประเทศชาติสันติสุข ขอปลดล็อกพรรคเตรียมเลือกตั้ง ฉะนายกฯ ดูดส.ส.สืบอำนาจ ลั่น พท.ยังเหนียวแน่น
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงในโอกาสครบรอบ 4 ปีของ คสช. โดยเฉพาะด้านการปฏิรูปประเทศ ว่า ส่วนตัวยังไม่เห็นอะไรเป็นรูปร่าง การทำให้ปัญหาสงบได้โดยใช้มาตรา 44 นั้น ไม่ได้ทำให้ประเทศชาติสันติสุขอย่างยั่งยืน เพราะสันติสุขจะยั่งยืนจะต้องเริ่มจากการปรับความคิดของตนเอง เพื่อให้ทุกฝ่ายมีความคิดเห็นตรงกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ยังไม่เห็นว่ามีอะไรที่จะทำให้เกิดสันติสุขยั่งยืน จึงอยากให้ผู้มีอำนาจเดินหน้าไปสู้ความปรองดองอย่างแท้จริงอย่าใช้เพียงกฏหมายหรือมาตรา 44 มาเป็นเครื่องมือเพื่อให้ทุกฝ่ายเกรงกลัว เพราะคนไทยทุกคนไม่ว่าจะฝ่ายใดหรือสีใด เป็นคนเข้าใจง่ายเพราะมีพระเจ้าอยู่หัวองค์เดียวกันจึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะมองด้วยความปารถนาดีของทุกฝ่าย
ส่วนการยกเลิกมาตรา 44 เพื่อปลดล็อกให้นักการเมืองเคลื่อนไหวนั้น เป็นสิ่งที่ทุกคน ทุกฝ่ายในประเทศไทยเรียกร้องให้ยกเลิกอยู่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะนักการเมือง โดนเฉพาะบรรยากาศการเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งที่ควรคืนโอกาสในการแสดงความคิดเห็น และส่วนตัวไม่อยากให้ใครกลัวเพียงความคิดที่แตกต่าง เพราะความเห็นต่างคือความเห็นที่สร้างสรรค์
พร้อมกันนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ ยังได้กล่าวถึงการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีและพูดคุยกับอดีตนักการเมืองว่า ถือเป็นการตัดสินใจของแต่ละบุคคล ซึ่งการพบและพูดคุยมีหลายรูปแบบ ส่วนที่มีกระแสว่านายกรัฐมนตรีจะไปพบกับนายเสนาะ เทียนทอง แกนนำพรรคเพื่อไทย ระหว่างการลงพื้นที่จังหวัดสระแก้วนั้น ส่วนตัวไม่ขอแสดงความคิดเห็นเพราะเชื่อว่าสิ่งใดที่ทำและเป็นประโยชน์และทำให้การเมืองดีขึ้นนักการเมืองก็จะต้องคิดเองได้ ส่วนกระแสพลังดูดนักการเมืองเป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว ใช้กันมาจนเห็นว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้ แต่จะไปบังคับผู้มีอำนาจไม่ให้ทำนั้นไม่สามารถทำได้เพราะได้เลือกใช้วิธีดังกล่าวเพื่อสืบทอดอำนาจต่อไป แต่ท้ายที่สุดผลออกมาเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับประชาชนเป็นคนเลือก
ส่วนที่ คสช. เดินสายทาบทามนักการเมืองอยู่ฝ่ายเดียวนั้น อยากทำอะไร ขอให้ทำให้เต็มที่ ขณะเดียวกัน แกนนำและสมาชิกคนสำคัญของพรรคเพื่อไทยจะยังคงอยู่กับพรรคต่อไปหรือไม่ ส่วนตัวมองว่า เป็นตัวแทนประชาชนต่างคนต่างมีอุดมการณ์และความรับผิดชอบต่อประชาชน น้อยคนที่จะทรยศต่ออุดมการณ์และประชาชนของตนเอง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือจะต้องรับผิดชอบกับประชาชน ส่วนใครจะทรยศและไม่ร่วมอุดมการณ์กับพรรคเพื่อไทยก็เป็นส่วนบุคคลตนเองไม่สามารถไปตัดสินได้ แต่เชื่อว่าน้อยคนจะทำเช่นนี้ เพราะส่วนใหญ่ยังยึดมั่นอุดมการณ์และความซื่อสัตย์ที่มีให้กับประชาชน และใครเห็นว่าการทำงานร่วมกับผู้มีอำนาจจะทำให้อนาคตยืนยาวก็แล้วแต่จะคิดเพราะไปกับผู้มีอำนาจอาจจะง่ายเพราะมีทั้งอำนาจเงินและอำนาจรัฐ แต่เชื่อว่าทุกคนไม่ได้เห็นแก่เงินและอำนาจเหมือนกันหมด
สำนักข่าววิหคนิวส์


