ข่าวประจำวัน » #รองนายกฯยันรัฐบาลไม่ใช้มาตรา.44ออกคำสั่งแก้ปัญหาการประมูล”ทีวีดิจิตอล”

#รองนายกฯยันรัฐบาลไม่ใช้มาตรา.44ออกคำสั่งแก้ปัญหาการประมูล”ทีวีดิจิตอล”

15 February 2018
397   0

หัวหน้า คสช.ใช้มาตรา 44 อุ้มผู้ประกอบทีวีดิจิตอล โดยขยายเวลาจ่ายค่าไลเซนส์และเลื่อนคืนคลื่นความถี่ออกไปอีก 5 ปี ขณะที่ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติผนึก “กสทช.” กำกับดูแลบริการชำระเงินผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ก่อนเปิดให้บริการพร้อมเพย์ไตรมาส 1/2560

ไทยโพสต์-พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่วมกันออกคำสั่งมาตรา 44 ในเรื่องระงับการคัดเลือกบุคคลและสรรหาเพื่อเสนอเป็นกรรมการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เนื่องจากในปัจจุบันกรรมการ กสทช.ด้านกฎหมาย จะพ้นจากการดำรงตำแหน่ง เพราะอายุครบ 70 ปี ทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นว่าคณะกรรมการชุดดังกล่าวยังสามารถทำงานขับเคลื่อนไปได้ และเพื่อให้สอดคล้องกับการสรรหาคณะกรรมการในส่วนอื่น จึงออกคำสั่งมาตรา 44 ให้คณะกรรมการที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน 9 คนทำหน้าที่ต่อไป โดยไม่ต้องคัดเลือกและสรรหาใหม่ จนกระทั่งพ้นสภาพและเหลือไม่ถึง 6 คนจึงจะสรรหาบุคคลเข้ามาเพิ่ม หรือจนกว่ากฎหมายองค์กรจัดสรรความถี่ปี 2553 ที่ขณะนี้ปรับแก้ไขอยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้วเสร็จ และประกาศใช้

พล.ท.สรรเสริญกล่าวต่อว่า คำสั่งมาตรา 44 อีกเรื่องที่เกี่ยวกับ กสทช. ในเรื่องมาตรการส่งเสริมการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม

เพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยในส่วนของวิทยุ แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ปี 2555 กำหนดให้คลื่นความถี่วิทยุ ของหน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานรัฐต้องส่งคืน กสทช. ภายในเดือน เม.ย.2560 เพื่อพิจารณาจัดสรรใหม่ ดังนั้นคสช.จึงขอขยายระยะเวลาแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ปี 2555 ออกไปอีก 5 ปี แทนการใช้แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ปี 2560

โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ในส่วนของโทรทัศน์ ในช่วงที่ผ่านมา มีการประมูลแข่งขันการทำโทรทัศน์ดิจิตอลสูงมาก ในสภาวะเศรษฐกิจที่มีการช่องโทรทัศน์ออกอากาศเป็นจำนวนมาก และมีผู้สนับสนุนรายการโฆษณาเท่าเดิม ทำให้ผู้ประกอบการเดือดร้อนในเรื่องเศรษฐกิจ ดังนั้น คสช.จึงออกคำสั่งมาตรา 44 ส่งเสริมช่วยเหลือ ดูแลผู้ประกอบการสามารถดำเนินการต่อไป ไม่เจ๊งไปตั้งแต่ต้น คือใบอนุญาตในการประมูลราคาขั้นต่ำจากเดิมกำหนด 4 งวด งวดละ 1 ปี ชำระแล้ว 3 งวด เหลืออีก 1 งวด คสช.จึงขยายเวลาให้ยื่นการชำระแบ่งเป็น 2 งวด เสียดอกเบี้ยร้อยละ 1.5 ต่อปี สำหรับราคาส่วนเกิน กำหนดให้จ่าย 6 งวด จ่ายไป 3 งวด เหลือค้างอีก 3 คสช.จึงขยายระยะเวลาในการชำระออกไปแบ่งเป็น 6 งวด ในระยะเวลา 6 ปี ดอกเบี้ย 1.5 ต่อปีเช่นกัน

ทั้งนี้ ให้กองทุนวิจัยกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการส่งสัญญาณโทรทัศน์ที่ให้บริการภาคพื้นดินให้บริการ 27 ช่อง ปีละ 875 ล้านบาท เพราะถ้าผู้ประกอบการล้มหายตายจากไป จะเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งรัฐบาลพยายามมองภาพกว้างของประเทศเป็นหลัก ไม่ได้จำกัดช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเดียว

วันเดียวกัน นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทีมคุ้มครองผู้บริโภค ธปท.เร่งทบทวนและดูแลกระบวนการเปิดเผยข้อมูลของประชาชน โดยให้ตรวจสอบและเปลี่ยนแปลงแบบฟอร์มเอกสารของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งให้เป็นสากล และสามารถอ่านได้อย่างชัดเจน เนื่องจากพบว่ามีประชาชนร้องเรียนเกี่ยวกับการเสนอขายผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพิ่มขึ้น ถือเป็นเรื่องสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.ได้หารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทยกำชับธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งเข้มงวดกับพนักงานห้ามเปิดเผยข้อมูลเป็นอันขาด

“การคุ้มครองผู้บริโภคที่ใช้บริการผ่านธนาคารพาณิชย์ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ ธปท.ให้ความสนใจ โดยกระบวนการเปิดเผยข้อมูลต้องดูแลเพิ่มเติม รวมทั้งรณรงค์ให้ประชาชนรักษาสิทธิ์ของตนเอง เพราะที่ผ่านมาเกิดจากประชาชนระบุไว้ในแบบฟอร์มของธนาคารพาณิชย์ ว่าต้องการรับข่าวสารและผลิตภัณฑ์ต่างๆ แต่หากต้องการยกเลิก ก็สามารถแจ้งไปที่คอลเซ็นเตอร์ของธนาคารพาณิชย์แห่งนั้นๆ ได้”

ทั้งนี้ ธปท.ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ลงนามบันทึกความตกลงร่วมมือในการกำกับดูแลบริการชำระเงินผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ผ่าน 3 เรื่องสำคัญ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการใช้บริการโมบายแบงกิ้ง รวมถึงบริการพร้อมเพย์ที่จะเปิดให้บริการในไตรมาส 1/2560 ได้แก่ ส่วนแรก กสทช. จะมีประกาศกำชับให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ดำเนินการโอนย้ายเลขหมายให้เป็นไป ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ขณะที่การขอออกซิมการ์ดใหม่, ขอเปลี่ยนแปลงเจ้าของซิมการ์ด หรือขอเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนบุคคลต่างๆ นั้น ผู้ใช้บริการจะต้องนำบัตรประชาชนตัวจริงมาใช้ในการติดต่อเพื่อขอเปลี่ยนแปลงหรือโอนย้ายเลขหมายเท่านั้น ถือเป็นการสร้างความปลอดภัยและความมั่นใจในการใช้บริการธุรกรรมทางการเงิน และป้องกันการโอนย้ายเลขหมายที่ไม่ถูกต้อง หากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ฝ่าฝืน จะได้รับโทษตามประกาศ กสทช. และต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการโอนย้ายหรือเปลี่ยนแปลงเลขหมายที่ไม่ถูกต้องดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้ ส่วนที่ 2 กสทช.และ ธปท.จะร่วมกันดูแลความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการโมบายแบงกิ้งและพร้อมเพย์ว่าจะได้รับการดูแลการใช้บริการทางการเงินผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างรัดกุม โดยจะแจ้งให้สถาบันการเงินส่งข้อมูลเฉพาะเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่เท่านั้น ไม่ปรากฏชื่อของผู้ใช้บริการ

สำหรับส่วนสุดท้าย เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการขอรับคืนเงินค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเติมเงินกรณียกเลิกการใช้บริการ ซึ่งจากเดิมที่ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะต้องดำเนินการผ่านการโอนบัญชีธนาคาร คืนเป็นเช็ค หรือโอนไปยังหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่อื่นนั้น ก็จะสามารถขอรับเงินคืนผ่าน e-wallet หรือบริการพร้อมเพย์ได้ ภายใน 30 วัน และไม่มียอดขั้นต่ำ.