พลตำรวจเอก วสิษฐ เดชกุญชร ได้เขียนบทความระบุว่า ผมขอรับว่าผมเป็นผู้หนึ่งที่ไม่ค่อยสนใจกับข่าวการชุมนุมประท้วง ของกลุ่มต่าง ๆ ในสมัยนี้นัก อาจเป็นเพราะว่าการชุมนุมมีมากและบ่อยเกิน ไป จำนวนผู้ชุมนุมก็น้อย แม้จะพยายามโฆษณาว่ามีเป็นร้อยเป็นพัน และ เรื่องที่ชุมนุมนั้นผมก็เห็นว่าหยุมหยิมไม่มีสาระ ไม่เกี่ยวข้องกับปากท้อง ของประชาชน รวมทั้งปากท้องของผมด้วย
แต่การชุมนุมของ เครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ ที่เรียกย่อว่า คปป.นั้น เป็นที่สนใจสำหรับผมเสมอมา ที่สนใจก็เพราะว่าเลขาธิการของ คปป. คือพันโทแพทย์หญิงกมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี นั้น เคยร่วมกับผมต่อ ต้านระบอบทักษิณสามานย์มาด้วยกัน เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมนับถือและ ชื่นชมความกล้าหาญและเสียสละเพื่อส่วนรวมของท่าน
ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2558 คปป.ได้เป็นตัวตั้งตัวตีในการประท้วง และขอให้ยุติการแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และพระราช บัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ซึ่งกระทรวงพลังงานเป็นผู้ชิงตัด หน้าเสนอโดยตรงต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่รอผลการพิจารณาของคณะ กรรมาธิการวิสามัญที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติตั้งขึ้นเพื่อศึกษาปัญหาการ บังคับใช้พระราชบัญญัติทั้งสองฉบับ
เรื่องปิโตรเลียมหรือเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นที่จริงเป็นเรื่องใกล้ตัว ทุกคนทุกครัวเรือนต้องใช้น้ำมัน แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสนใจที่จะรู้ เรื่องเบื้องหลังนัก คปป.เป็นกลุ่มที่ติดตามและเปิดเผยเรื่องเบื้องหลังมา โดยตลอด ทำให้รู้ว่าปริมาณปิโตรเลียมในเมืองไทยนั้นมีมากกว่าที่รู้กัน คือในการขุดเจาะ 100 หลุมพบปิโตรเลียมถึง 39 หลุม มากพอที่จะสร้าง ความมั่งคั่งให้แก่เมืองไทยได้ แต่ปรากฏว่าผู้ที่ได้ประโยชน์จากปิโตรเลียม คือกลุ่มผู้ที่ได้รับสัมปทาน เช่น บริษัทเพิร์ลออย (ประเทศไทย) บริษัท เชฟรอนออฟชอร์ (ประเทศไทย) และบริษัท ปตท.สำรวจ และผลิต ปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) เท่านั้น
เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่าบริษัทเหล่านี้ บาง บริษัทจดทะเบียนที่เกาะเวอร์จิน และเกาะเคย์แมน สหราชอาณาจักร ซึ่ง เป็นที่รู้กันว่าเป็นแหล่งฟอกเงินสากล
คปป.พบพิรุธหลายประการในร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และร่างพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ที่กระทรวง พลังงานเสนอคณะรัฐมนตรี เช่น มีการเสนอให้ลดภาษีปิโตรเลียมจากร้อย ละ 50-60 เป็นร้อยละ 20 ซึ่งจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปเป็นแสน ๆ ล้าน บาท และจะทำให้กลุ่มผู้ได้สัมปทานกลุ่มเดิมได้ต่ออายุสัมปทาน นอกจาก นั้นร่างกฎหมายใหม่นี้ยังประกาศเกณฑ์กำหนดพื้นที่จัดสรรปิโตรเลียมโดยถือการตรวจพบปิโตรเลียมที่รายงายโดยเอกชนซึ่งสูงผิดปกติ เพื่อมิให้ใช้
ระบบแบ่งปันผลผลิตหรือจ้างผลิตที่จะทำให้รัฐได้ประโยชน์มากที่สุด อีก ทั้งยังไม่มีข้อกำหนดที่จะทำให้ปิโตรเลียมให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน เช่น ไม่มีการกำหนดราคาน้ำมันและแก๊สที่ผลิตในประเทศที่ควรจะต่ำกว่า ราคาในตลาดโลก และไม่มีการจัดสรรรายได้จากปิโตรเลียมให้เป็นผล ประโยชน์แก่ประชาชนในรูปของรัฐสวัสดิการด้วย
อนึ่ง ในร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียมของกระทรวงพลังงานนั้น ปรากฏว่าได้มีการเพิ่มคำว่า “แบ่งปันผลผลิต” เข้าไปด้วย แต่ไม่ใช่ระบบแบ่ง ปันผลผลิตอย่างที่นิยมใช้กันทั่วโลก และร่างกฎหมายฉบับที่กล่าวยังไม่ส่ง เสริมการแข่งขันอย่างแท้จริง ขาดความโปร่งใสในการบริหารจัดการอย่างมี ธรรมาภิบาล ไม่คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่สำคัญก็คือไม่ได้ จัดให้มีการปรับปรุงจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อชุมชน และไม่แก้ ไขอุดช่องโหว่ของกฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้ของแผ่นดินด้วย
การประท้วงของ คปป.ได้ทำเป็นรูปจดหมายเปิดผนึกถึงนายก รัฐมนตรี มีผู้มีชื่อเสียงร่วมลงนามหลายคน อาทิ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิตและอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผมเองก็ได้ร่วมลงนามด้วย
หลังจากที่ได้รับจดหมายประท้วงแล้ว รัฐบาลได้ขอให้ คปป.ส่ง ประเด็นของการคัดค้านไปให้ และ คปป.ก็ ได้ส่งเป็นหนังสือให้เมื่อวันที่ 1 เดือนนี้ (กุมภาพันธ์ 2561) แล้ว
ขณะที่เขียนเรื่องนี้ ยังไม่มีการพบและอภิปรายประเด็นของการคัด ค้านระหว่างกระทรวงพลังงานและ คปป. อาจารย์หมอกมลพรรณกับแกน นำของ คปป.จำนวนหนึ่งยังนั่งและนอนคอยอยู่ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล
สำนักข่าววิหคนิวส์




