สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ 6 ตุลาคม 2569 ยังคงอยู่ในระดับสูง หลายพื้นที่มีน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมชุมชนและถนนสายสำคัญ ชาวบ้านต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการเดินทาง ขณะที่บางครอบครัวถึงขั้น กู้เงินซื้อเรือ เพื่อใช้ดำเนินชีวิตประจำวัน
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ระบายน้ำลงพื้นที่ท้ายเขื่อนในอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ เขื่อนพระราม 6 อ.ท่าเรือ ระบายน้ำลงแม่น้ำป่าสักในอัตรา 720 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำและคลองสาขาต่าง ๆ ยังคงสูง และมีน้ำเอ่อล้นเข้าพื้นที่ชุมชน รวมถึงไหลข้ามถนนหลายจุด
16 อำเภอ 205 ตำบล กระทบกว่า 59,000 ครัวเรือน
สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รายงานว่า ขณะนี้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 16 อำเภอ 205 ตำบล 1,338 หมู่บ้าน และ 63 ชุมชน
มีประชาชนได้รับผลกระทบรวม 59,633 ครัวเรือน และมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย ในพื้นที่อำเภอเสนา
บ้านกระทุ่มจมน้ำ 2–3 เมตร
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ หมู่ 7 ต.บ้านกระทุ่ม อ.เสนา ซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำน้อย พบว่าระดับน้ำในชุมชนสูงประมาณ 2–3 เมตร
บ้านเรือนหลายหลังถูกน้ำท่วมถึงพื้นบ้าน ขณะที่ถนนทางเข้าชุมชนจมอยู่ใต้น้ำ ชาวบ้านต้องใช้เรือเดินทางเข้าออก
ขณะเดียวกันมวลน้ำจากแม่น้ำน้อยเอ่อล้นไหลข้าม ทางหลวงหมายเลข 3454 เสนา–ผักไห่ หลายจุด เจ้าหน้าที่ทางหลวงเร่งทำแนวคันดินเพื่อป้องกันน้ำไหลข้ามถนน
น้ำขึ้นเมตรเดียวใน 3 วัน เก็บของหนีแทบไม่ทัน
นายวัสวิชญ์ อายุ 50 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า ชุมชนเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ทำให้ระดับน้ำสูง ถนนภายในชุมชนยังจมอยู่ใต้น้ำ และบ้านหลายหลังถูกน้ำท่วมถึงพื้นบ้าน
สำหรับบ้านของตนเอง ขณะนี้เหลือระยะอีกประมาณ 10 เซนติเมตร น้ำจะถึงพื้นบ้าน โดยระดับน้ำเริ่มทรงตัว แต่ยังมีน้ำล้นข้ามแนวถนนเข้ามาหลายจุด
นายวัสวิชญ์กล่าวว่า ปีนี้น้ำมาเร็วมาก ภายในเวลาเพียง 3 วัน ระดับน้ำเพิ่มขึ้นเป็นเมตร ทำให้ชาวบ้านเก็บข้าวของหนีน้ำไม่ทัน ก่อนหน้านี้มีการพูดคุยกันว่าน้ำอาจไม่ท่วมและอาจเกิดภัยแล้ง แต่เมื่อมีประกาศเตือน น้ำกลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ครอบครัวใหญ่ ต้องกู้เงินซื้อเรือ 7,000 บาท
นายวัสวิชญ์ระบุว่า ครอบครัวได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก เนื่องจากเป็นครอบครัวใหญ่และไม่มีเรือใช้
ด้วยความจำเป็นจึงต้อง กู้เงินมาซื้อเรือลำใหม่ ราคา 7,000 บาท เพื่อใช้พายเข้าออกจากชุมชน ทั้งเดินทางไปทำงาน ซื้ออาหาร และขนของเข้าออกจากบ้าน เพราะหากไม่มีเรือแทบไม่สามารถใช้ชีวิตและเดินทางตามปกติได้
“ท่วมทุกปี เหนื่อยและท้อ แต่ไม่รู้จะหนีไปไหน”
ด้าน นางสายทอง อายุ 65 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ พายเรือพาผู้สื่อข่าวเข้าไปสำรวจภายในชุมชน พร้อมเปิดเผยว่า น้ำเข้าท่วมชุมชนมาประมาณ 2 สัปดาห์
ช่วง 3 วันแรกระดับน้ำเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เมตร ทำให้ต้องเร่งเก็บข้าวของหนีน้ำ
นางสายทองกล่าวว่า ที่ผ่านมาเจอน้ำท่วมทุกปีจนรู้สึกท้อ แต่ไม่รู้ว่าจะหนีไปอยู่ที่ไหน เพราะเกิดและใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่แห่งนี้มาตั้งแต่เด็ก
เธอระบุว่า สมัยที่พ่อแม่ยังอยู่และตัวเองยังสาว ไม่เคยเจอน้ำท่วมในลักษณะเช่นนี้ แต่ช่วงหลังน้ำท่วมหนักและท่วมยาวนานขึ้น ชาวบ้านต้องปรับตัวกันทุกปี แม้จะยกพื้นบ้านและเตรียมรับน้ำไว้แล้ว แต่น้ำก็ยังขึ้นมาจ่อถึงพื้นบ้าน
“ทุกวันนี้ต้องพายเรือเข้าออกทั้งวัน ทั้งรับส่งคนในบ้านไปทำงาน และพาสุนัขออกมาถ่าย ชีวิตต้องปรับตัวอยู่กับน้ำแบบนี้ทุกปี เหนื่อยและท้อ แต่ก็ไม่รู้จะหนีไปไหน”
ชาวบ้านวอนเร่งระบายน้ำ ลดเวลาจมเป็นเดือน
นางสายทองฝากถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการบริหารจัดการน้ำว่า ต้องการให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ ไม่ใช่ปล่อยให้น้ำไหลมารวมอยู่ในพื้นที่รับน้ำเพียงอย่างเดียว
ชาวบ้านเข้าใจว่าบางพื้นที่ต้องทำหน้าที่รับน้ำ แต่ต้องการให้มีการบริหารจัดการเพื่อไม่ให้ประชาชนต้องใช้ชีวิตท่ามกลางน้ำท่วมเป็นเวลานานนับเดือน
ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร นางสายทองกล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงประชาชนในกรุงเทพฯ เพราะหลายคนอาจยังไม่เคยเผชิญน้ำท่วมสูงและท่วมเป็นเวลานาน จึงอาจปรับตัวไม่ทันและได้รับความเดือดร้อน
ขณะที่ชาวอยุธยาต้องเผชิญน้ำท่วมเป็นประจำ จึงได้แต่ปรับตัวใช้ชีวิตอยู่กับน้ำ โดยที่ผ่านมาเมื่อหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือ นำถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นมาแจก ชาวบ้านรู้สึกขอบคุณ แต่สิ่งที่ต้องการเห็นมากที่สุดคือ การแก้ปัญหาการระบายน้ำ เพื่อลดระยะเวลาที่ประชาชนต้องอยู่กับน้ำท่วม
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: อีจัน รายงานวันที่ 6 ตุลาคม 2569 / สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
#น้ำท่วมอยุธยา #อยุธยา #บ้านกระทุ่ม #เสนา #น้ำท่วม2569 #เขื่อนเจ้าพระยา #เขื่อนพระราม6 #น้ำท่วมหนัก #ข่าวน้ำท่วม #วิหคนิวส์
