จากกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญคดี QR Code ที่รัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่าจะต้องเป็น “ทางลับ” เท่านั้นโดยเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญมีเจตนา เพื่อป้องกันไม่ให้นักการเมืองพรรคการเมืองโกงการเลือกตั้งเพราะพฤติกรรมการกระทำของนักการเมืองและพรรคการเมืองตลอด 94 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองมุ่งหน้าสู่การโกงการเลือกตั้งเป็นสำคัญและสุดท้ายก็จะมีการข่มขู่ประชาชน หัวคะแนน และทำร้ายถึงขั้นเสียชีวิตมาแล้วมากกว่า 100 ศพ
การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีการร้องโดยผู้ตรวจการแผ่นดินจำนวน 22 คดีนั้น และนัดในการวินิจฉัยในวันที่ 28 กันยายนพุทธศักราช 2569 เวลา 14:00 น. หากคำวินิจฉัยออกมาระบุว่าการที่ QR Code ของ กกต.นั้น “ไม่เป็นความลับ” สามารถตรวจสอบได้ตามที่รัฐธรรมนูญระบุไว้หลังจากการเดินเผชิญสืบของศาลรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เหมือนกับปี 2549 ที่มีการหันหลังออกคูหา ในการเลือกตั้งของ “พจมาน ชินวัตร” จนเป็นเหตุให้มีการฟ้องร้องและการเลือกตั้งเป็นโมฆะในที่สุด
หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือรัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2560 มาตรา 104 ได้ระบุว่า
มาตรา 104
เมื่อมีเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้เป็นเหตุให้ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งตามวันที่กำหนดไว้ในมาตรา 102 หรือมาตรา 103 คณะกรรมการการเลือกตั้งจะกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ก็ได้ แต่ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เหตุดังกล่าวสิ้นสุดลง
เมื่อเหตุจำเป็นตามวรรคหนึ่งเกิดขึ้นก่อนวันเลือกตั้ง หากคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นสมควร ให้มีอำนาจประกาศเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปได้ และเมื่อเหตุดังกล่าวสิ้นสุดลง ให้จัดการเลือกตั้งภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เหตุนั้นสิ้นสุดลง
วินิจฉัยว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาคือวันเกิดเหตุ หากเกิดเหตุอันใดอันหนึ่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ จะต้องเลือกตั้งให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 8 มีนาคม 2569 ซึ่งปัจจุบันเลยเวลาดังกล่าวมาแล้ว
ในรัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2560 ได้นำบทเรียนการเกิดปัญหาการบริหารจัดการประเทศ จนเป็นที่มาของการรัฐประหาร ในปี 2549 และปี 2557 ที่เดินมาในลักษณะเดียวกันในปี 2569 สุดท้าย จบที่การรัฐประหาร ทักษิณ ชินวัตร และ นิวัฒน์ธำรงบุญทรงไพศาล
ผู้ร่างรัฐธรรมนูญจึงเขียนระบุทางออกการแก้ปัญหาของประเทศชาติในยามลักษณะเดียวกัน โดยแบ่งลักษณะที่มาของนายกรัฐมนตรีเป็น 3 ทาง จากเดิมรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งมีที่มาของนายรัฐมนตรีมาจากสภาผู้แทนราษฎรโหวตเสียงเกินครึ่งหนึ่งเท่านั้น
ในรัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2560 ในหมวดรัฐสภาและในหมวดคณะรัฐมนตรี ได้มีการเขียนและแก้ไขใหม่ โดยที่มา 3 แนวทาง
1.มาจากพรรคการเมืองเสนอชื่อบุคคลได้พรรคละไม่เกินสามคนมาเป็นนายกรัฐมนตรีและให้โหวตกันเองโดยใช้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา โดยกำหนดให้ห้าปีแรกให้ทั้งสองสภาเป็นผู้โหวตนายกรัฐมนตรี และหลังจากห้าปีหลังให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้โหวตนายกรัฐมนตรี โดยยึดเสียงข้างมากเป็นสำคัญ
2. ให้ใช้เสียงในสภาหรือสองสภา 2 ใน 3 ให้สามารถเสนอชื่อบุคคลภายนอกสภาผู้แทนราษฎรเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้หรือที่รู้จักกันว่าเป็น “นายกคนนอก”
3. ผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ในหมวดพระมหากษัตริย์ตามมาตรา 3 และมาตรา 5 ที่ระบุชัดเจนว่าประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข หากไม่มีบทบัญญัติอื่นใดในรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นั่นหมายถึงเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่จะทรงใช้พระบรมราชวินิจฉัยการแก้ปัญหาของประเทศ
มาตรา 3 และมาตรา 5
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 3 กำหนดว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
มาตรา 5 วางหลักว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และหากบทบัญญัติของกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ หรือการกระทำใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นย่อมใช้บังคับมิได้
มาตรา 5 ยังมีหลักสำคัญในวรรคสองว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญบังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
จึงวินิจฉัยว่าในสถานการณ์ขณะนั้นพระมหากษัตริย์จะเป็นผู้ถือครองรัฐถาธิปัตย์ทรงมี พระราชอำนาจสูงสุดในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีทรงพระราชอำนาจในการ
แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี มาแก้ไขรัฐธรรมนูญการยกเลิกรัฐธรรมนูญ หรือพักใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา อันเป็นพระราช อำนาจ ตามรัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2560 โดยไม่ต้องถวายคืนพระราชอำนาจอีก
สิ่งที่ต้องวินิจฉัย คือ ตามรัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2560 ใครคือ คณะรัฐมนตรีจะเป็นชุดใด และใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อการเลือกตั้งเป็นโมฆะ
จึงวินิจฉัยว่า ตามรัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2560 ต่างจากรัฐธรรมนูญ ฉบับอื่นๆที่ไม่มีคณะรัฐมนตรีรักษาการนั่นหมายถึงว่า หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ คณะรัฐมนตรีจะคือนายอนุทิน ชาญวีรกุล 1
ซึ่งมีภาระหน้าที่ในการเข้าเฝ้าขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้พระบรมราชวินิจฉัยในการแก้ไขปัญหาประเทศ เพื่อแต่งตั้ง “นายกพระราชทาน” หรือ “คณะรัฐมนตรีพระราชทาน”
ที่ผ่านมาเคยเกิดขึ้นมาแล้วในสมัยในหลวงรัชกาลที่ 9 ส่งใช้พระบรมราชวินิจฉัย โปรดเกล้าแต่งตั้งนายกพระราชทานคือนายสัญญา ธรรมศักดิ์ และนายธานินทร์ ไกรวิเชียร
ส่วนการจะแก้ไขหรือยกเลิก พักใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ผู้ถือครองรัฐถาธิปัตย์ ว่าจะมอบให้นายกรัฐมนตรี ไปทำการแก้ไขเอง หรือทรงใช้พระบรมราชวินิจฉัยในการดำเนินการกรณีเรื่องของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้นั้นเอง
“ ถึงตายวายชีวาวาสทรัพย์ และทาสก็ตกไปเมืองผีเกิดเป็นคนจงมุ่งธรรมแต่ความดีกลายเป็นผีตายไปใครก็ชม ”
นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ
ดร.เทอดศักดิ์ เจียมกิจวัฒนา
ผู้เชี่ยวชาญยุทธศาสตร์การเมือง การปกครองชั้นสูง
24 กันยายน 2569
อ้างอิง รัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2550 และ 2560
