7 สิงหาคม 2569
สถานการณ์ในตะวันออกกลางตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง หลังสำนักข่าวฟาร์ส (Fars) ของอิหร่านรายงานว่า คณะกรรมาธิการรัฐสภาอิหร่านกำลังพิจารณาร่างกฎหมายเพื่อ ห้ามเรือของสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และประเทศที่อิหร่านมองว่าเป็นปฏิปักษ์ เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมกำหนดบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนด้วย ค่าปรับสูงสุด 20% ของมูลค่าสินค้า บนเรือ ร่างกฎหมายดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญก่อนสรุปเป็นฉบับสมบูรณ์
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ และเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจำนวนมหาศาล การผลักดันกฎหมายครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของอิหร่านในการเพิ่มอำนาจกำกับดูแลเส้นทางน้ำดังกล่าว ซึ่งมีการเสนอแนวคิดในลักษณะนี้มาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 ก่อนจะถูกนำกลับมาผลักดันอีกครั้งหลังความตึงเครียดกับสหรัฐฯ และอิสราเอลทวีความรุนแรง
ด้านเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ออกมาปฏิเสธแนวคิดดังกล่าวทันที โดยให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ช่องแคบฮอร์มุซเป็น เส้นทางน้ำสากล การเดินเรือต้องเป็นไปโดยเสรี ไม่มีการขออนุญาต ไม่มีการเรียกเก็บค่าผ่านทาง และไม่มีประเทศใดมีสิทธิขัดขวางการสัญจรของเรือในเส้นทางนี้
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สกอตต์ เบสเซนต์ ระบุว่า ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจเกิดขึ้นได้ในช่วงวันที่ 5-6 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่การเดินหน้าร่างกฎหมายของอิหร่านได้สร้างแรงกดดันต่อตลาดพลังงานทันที
หลังข่าวเผยแพร่ออกมา ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งแรง โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนกันยายน ปิดที่ 77.29 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.75% ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนตุลาคม ปิดที่ 82.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 3.83% สะท้อนความกังวลของตลาดต่อความเสี่ยงในการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: Reuters, Fars News, CNBC
