14 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. …. ตามข้อเสนอของ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติในการเนรเทศคนต่างด้าวออกนอกราชอาณาจักรให้มีความชัดเจนและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการจัดทำระเบียบลักษณะนี้อย่างเป็นระบบ
สาระสำคัญของร่างระเบียบ กำหนดให้สามารถพิจารณาเนรเทศคนต่างด้าวได้ หากมีความจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน โดยกำหนด 6 ลักษณะความผิด ได้แก่
- เข้ามาหรือพำนักอยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย
- ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว
- ประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
- ปลอมแปลงหรือใช้เอกสารราชการปลอม
- กระทำความผิดอาญาที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป
- เป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดในข้อ 1-5
นอกจากนี้ ร่างระเบียบยังกำหนดขั้นตอนการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน โดยให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์แจ้งข้อมูลของผู้ต้องขังที่เป็นคนต่างด้าวต่อกระทรวงมหาดไทยล่วงหน้าก่อนพ้นโทษ เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสามารถพิจารณาออกคำสั่งเนรเทศ และดำเนินการส่งตัวกลับประเทศต้นทางได้โดยไม่ล่าช้า
สำหรับกรณีที่ผู้ถูกเนรเทศไม่มีสัญชาติที่ชัดเจน ร่างระเบียบกำหนดให้ส่งกลับไปยังประเทศที่บุคคลนั้นแจ้งว่าเป็นสถานที่พำนักล่าสุดก่อนเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ส่วนกรณีที่ประเทศอื่นหรือองค์การระหว่างประเทศประสงค์รับตัว จะต้องดำเนินการผ่านช่องทางการทูต พร้อมแสดงหนังสือรับรองว่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด และผู้ถูกเนรเทศต้องให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ ทำหน้าที่ประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับด้านคนเข้าเมือง หลังพบว่าประเทศไทยยังไม่มีระเบียบปฏิบัติว่าด้วยการเนรเทศโดยเฉพาะ ส่งผลให้กระบวนการส่งตัวคนต่างด้าวที่กระทำผิดกลับประเทศใช้เวลานานและขาดเอกภาพในการดำเนินงาน
รัฐบาลระบุว่า การออกระเบียบฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการคนต่างด้าว เสริมความมั่นคงของประเทศ และทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีมาตรฐานเดียวกัน
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, ทำเนียบรัฐบาล
