วันที่ 29 มิถุนายน 2569 สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียเริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลาย หลังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่า United States และ Iran สามารถบรรลุข้อตกลง ยุติการโจมตีทางทหารชั่วคราว และเตรียมส่งผู้แทนกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาทางเทคนิคอีกครั้งที่ Qatar ภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจ 14 ข้อ (MOU) ที่เคยลงนามไว้เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา
ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสถานการณ์เกือบลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ เมื่อช่วง 25 มิถุนายน อิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีเรือสินค้าใน Strait of Hormuz เส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ส่งผลให้กองทัพสหรัฐเปิดปฏิบัติการตอบโต้ทันที
ก่อนข้อตกลงหยุดยิงเพียงไม่กี่ชั่วโมง Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความแข็งกร้าวผ่านโซเชียลมีเดีย เตือนอิหร่านว่า หากไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม “อิหร่านอาจไม่เหลืออยู่บนแผนที่โลก”
หลังจากนั้น กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐใน Kuwait และ Bahrain โดยกล่าวหาว่าสหรัฐเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงก่อน
มีรายงานว่า คูเวตสามารถสกัดขีปนาวุธได้ 2 ลูก ขณะที่บาห์เรนได้รับความเสียหายบางส่วนในพื้นที่อยู่อาศัย ทำให้รัฐบาลบาห์เรนเรียกร้องให้ United Nations Security Council เปิดประชุมฉุกเฉินทันที
ด้านกองทัพสหรัฐยืนยันว่า ไม่มีทหารอเมริกันเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส แต่เหตุปะทะดังกล่าวสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อตลาดพลังงานโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นเลือดหลักของการขนส่งน้ำมันโลก
วิกฤตครั้งนี้มีรากจากความขัดแย้งที่ปะทุตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อสหรัฐและ Israel เปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จนราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง
แม้ล่าสุดสหรัฐยืนยันว่า เรือพาณิชย์สามารถกลับมาสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยอีกครั้ง แต่สถานการณ์ยังคงเปราะบาง เนื่องจากอิหร่านยังไม่ออกแถลงการณ์ยืนยันอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการ “ยอมถอย” ครั้งนี้
อีกปัจจัยที่อาจทำให้ข้อตกลงสั่นคลอน คือความขัดแย้งใน Lebanon โดยอิหร่านส่งสัญญาณชัดว่า หากสงครามในเลบานอนไม่ยุติ ข้อตกลงหยุดยิงในภาพรวมอาจพังลงได้ทุกเมื่อ ขณะที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อย่างต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์มองว่า การเจรจาที่กาตาร์ครั้งนี้จะเป็น บทพิสูจน์สำคัญ ว่าทั้งสองมหาอำนาจสามารถรักษาสันติภาพที่เปราะบางนี้ไว้ได้หรือไม่ เพราะเพียงการปะทะรอบใหม่เพียงครั้งเดียว อาจดันโลกกลับเข้าสู่วิกฤตพลังงานและความมั่นคงระดับโลกอีกครั้ง
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: Reuters / BBC / รายงานด้านความมั่นคงตะวันออกกลาง
