บรรยากาศภายในศาลอาญาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ กล่าวว่ากลายเป็นที่จับตาของสังคม หลังศาลมีคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวข้องกับนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” โดยภายหลังการอ่านคำพิพากษา ได้เกิดช่วงเวลาที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง เมื่อเจ้าตัวยกมือขออนุญาตแถลงต่อองค์คณะผู้พิพากษาด้วยตนเอง หลังโดนคุก 6 ปี ปล่อยพี่สาว
รายงานระบุว่า ทนายตั้มได้แสดงข้อสังเกตเกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐานของศาล โดยเฉพาะประเด็นน้ำหนักของพยานบุคคลบางรายที่ถูกนำมาประกอบการวินิจฉัย รวมถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์จากข้อมูลโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเจ้าตัวเห็นว่าควรได้รับการพิจารณาในมิติที่แตกต่างออกไป
นอกจากนี้ ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการประเมินพยานหลักฐาน ก่อนกล่าวประโยคที่กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ว่า
“ช่วยเอาคดีของผมไปสอนนักศึกษา และไปสอนผู้พิพากษาด้วย”
ด้านองค์คณะผู้พิพากษาได้ชี้แจงว่า ศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างรอบคอบและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายแล้ว พร้อมระบุว่าหากจำเลยยังไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ตามขั้นตอนของกฎหมายได้ภายในกำหนดเวลา
สำหรับคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ศาลได้ลงโทษในบางข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงและความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ขณะที่ข้อหาสำคัญบางส่วนรวมถึงข้อหาฟอกเงิน ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอตามหลักกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม คดียังไม่ถือเป็นที่สุด เนื่องจากฝ่ายจำเลยเตรียมใช้สิทธิอุทธรณ์เพื่อต่อสู้คดีในชั้นศาลที่สูงขึ้นต่อไป
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง : รายงานข่าววันที่ 11 มิถุนายน 2569 เกี่ยวกับคำพิพากษาศาลอาญาในคดีนายษิทรา เบี้ยบังเกิด และคำให้สัมภาษณ์ของนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ภายหลังรับฟังคำพิพากษา
#วิหคนิวส์#ทนายตั้ม#ษิทราเบี้ยบังเกิด#เจ๊อ้อย#ศาลอาญา#คดีดัง#ข่าวกฎหมาย#อุทธรณ์#เดชากิตติวิทยานันท์#กระบวนการยุติธรรมไทย
