🔥 การกลับมาเคลื่อนไหวทางการเมืองของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนสำคัญของการเมืองไทย เมื่อการเคลื่อนไหวภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” ขยายจากการแถลงจุดยืน ไปสู่การรวมตัวของประชาชนในหลายพื้นที่
คำถามคือ เหตุใดการเมืองบนท้องถนนจึงกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง?
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ตัว “สนธิ” เพียงคนเดียว แต่ต้องมองไปถึงบรรยากาศทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศด้วย
⚡️ เมื่อการเมืองในสภาถูกตั้งคำถาม การเมืองนอกสภาจึงกลับมา
ตลอดช่วงที่ผ่านมา ฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหวได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล รัฐสภา และองค์กรตรวจสอบหลายด้าน ตั้งแต่ปัญหาการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ คดีฮั้วเลือก สว. ปัญหาทุนต่างชาติและนอมินี ไปจนถึงประเด็นเศรษฐกิจและการลงทุนขนาดใหญ่
ผู้เคลื่อนไหวบางส่วนใช้คำรุนแรงถึงขั้นเรียกสภาพการเมืองที่ตนเห็นว่าอำนาจกระจุกตัวและกลไกตรวจสอบไม่มีประสิทธิภาพว่า
“อำนาจสามานย์ภายใต้เสื้อคลุมประชาธิปไตย”
ถ้อยคำดังกล่าวเป็นข้อวิจารณ์ทางการเมืองของฝ่ายผู้เคลื่อนไหว ไม่ใช่ข้อยุติทางกฎหมาย แต่สะท้อนความไม่พอใจต่อระบบการเมืองที่พวกเขามองว่า แม้จะยังมีการเลือกตั้ง มีรัฐสภา มีฝ่ายค้าน และมีองค์กรอิสระ แต่กลไกเหล่านี้ยังไม่สามารถตอบข้อกังขาของประชาชนบางส่วนได้อย่างเพียงพอ
🔥 สภามี แต่ทำไมคนยังออกมาบนถนน?
หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ คือประสิทธิภาพของกลไกรัฐสภา
ฝ่ายค้านสามารถอภิปราย ตั้งคำถาม และตรวจสอบรัฐบาลได้ แต่การลงมติในสภาย่อมขึ้นอยู่กับเสียงข้างมาก
ในมุมของฝ่ายที่ไม่พอใจรัฐบาล จึงเกิดความรู้สึกว่า แม้จะอภิปรายหนักเพียงใด หากสมการเสียงในสภาไม่เปลี่ยน ผลลัพธ์ทางการเมืองก็อาจไม่เปลี่ยนตาม
ส่วนองค์กรอิสระและกลไกตรวจสอบ ก็ถูกตั้งคำถามเช่นเดียวกันว่า สามารถตรวจสอบผู้มีอำนาจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และปราศจากข้อครหาหรือไม่
คำถามเหล่านี้เองที่กลายเป็นเชื้อเพลิงให้การเมืองนอกสภากลับมาได้รับความสนใจ
🚨 “สนธิ” มีทุนเดิมของการเมืองภาคประชาชน
การกลับมาของ “สนธิ” จึงต่างจากการเกิดขึ้นของแกนนำการเมืองหน้าใหม่
เพราะเขามีประสบการณ์จากการเคลื่อนไหวทางการเมืองบนท้องถนนมายาวนาน มีเครือข่ายผู้ติดตาม และมีภาพจำในฐานะอดีตแกนนำมวลชนที่เคยมีบทบาทสำคัญทางการเมือง
เมื่อประกาศแคมเปญ
“เอาประเทศไทยของเราคืนมา”
จึงสามารถดึงความสนใจจากผู้ติดตามเดิม รวมถึงประชาชนที่มีความไม่พอใจต่อประเด็นทางการเมือง เศรษฐกิจ และการตรวจสอบอำนาจรัฐเข้ามาร่วมกิจกรรมได้
⚡️ จาก กกต.ถึงหาดใหญ่ การเคลื่อนไหวเริ่มเห็นภาพชัด
วันที่ 25 กันยายน 2569 “สนธิ” พร้อมเครือข่ายและประชาชนเดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเพิ่มเติมในคดีฮั้วเลือก สว.
จากนั้นวันที่ 26 กันยายน การเคลื่อนไหวขยับลงภาคใต้ เปิดเวที “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” บริเวณหน้าสถานีรถไฟหาดใหญ่ จ.สงขลา
มีประชาชนจากสงขลาและจังหวัดอื่นเดินทางเข้าร่วมรับฟังการปราศรัย ขณะที่แกนนำหยิบหลายประเด็นขึ้นมาพูด ทั้งปัญหาทุนต่างชาติ นอมินี การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และปัญหาทางการเมืองในภาพรวม
🔥 “ปรากฏการณ์สนธิ” บอกอะไรการเมืองไทย?
สิ่งที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่ง คือการเมืองบนท้องถนนยังไม่ได้หายไปจากสังคมไทย
เมื่อประชาชนกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่าช่องทางในระบบรัฐสภาไม่สามารถตอบสนองข้อเรียกร้องของตนได้ การชุมนุม การยื่นหนังสือ และการจัดเวทีสาธารณะ ก็กลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการกดดันผู้มีอำนาจ
อย่างไรก็ตาม การรวมตัวของผู้สนับสนุนกลุ่มหนึ่งยังไม่สามารถนำไปสรุปแทนความคิดเห็นของประชาชนทั้งประเทศได้
สิ่งที่สามารถบอกได้ในเวลานี้ คือ มีประชาชนส่วนหนึ่งพร้อมกลับมาใช้พื้นที่นอกสภาเพื่อแสดงออกทางการเมืองอีกครั้ง
🚨 จาก “วิกฤตศรัทธา” สู่การเมืองบนถนน
แก่นสำคัญของปรากฏการณ์นี้ จึงอาจไม่ได้อยู่เพียงว่า “สนธิกลับมาแล้ว”
แต่อยู่ที่คำถามว่า
เหตุใดประชาชนบางส่วนจึงพร้อมกลับมาชุมนุมบนท้องถนนอีกครั้ง?
หากกลไกในระบบสามารถสร้างความเชื่อมั่นว่าการตรวจสอบอำนาจรัฐมีประสิทธิภาพ กระบวนการยุติธรรมเป็นธรรม และข้อร้องเรียนได้รับการตอบสนองอย่างโปร่งใส แรงกดดันทางการเมืองนอกสภาอาจลดลง
แต่หากความไม่ไว้วางใจยังสะสม การเมืองบนท้องถนนก็อาจกลับมามีบทบาทมากขึ้น
🔥 การเคลื่อนไหว “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” จะขยายตัวไปเพียงใด ยังต้องติดตามจากจำนวนผู้เข้าร่วม การเดินสายกิจกรรม และท่าทีของรัฐบาลต่อข้อเรียกร้องต่างๆ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในเดือนกันยายน 2569 แสดงให้เห็นแล้วว่า
การเมืองในสภาและการเมืองบนท้องถนน กำลังเดินคู่กันอีกครั้ง
และเมื่อประชาชนกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่าเสียงของตนยังไม่ดังพอในระบบ
ถนนก็กลับมาเป็นพื้นที่ส่งเสียงทางการเมืองอีกครั้ง
#สนธิ #เอาประเทศไทยของเราคืนมา #มวลชน #การเมืองนอกสภา #ฮั้วสว #กกต #อำนาจ #สามานย์ #ประชาธิปไตย #การเมือง #วิหคนิวส์ #MGR Online
