ข่าวประจำวัน » “รัฐประหารโดยพลเรือน” !! อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาชี้ ความเสี่ยงยึดกุมกลไกรัฐ เขสกระโดง บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งสู่แรงกดดันข้าราชการ?

“รัฐประหารโดยพลเรือน” !! อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาชี้ ความเสี่ยงยึดกุมกลไกรัฐ เขสกระโดง บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งสู่แรงกดดันข้าราชการ?

11 October 2026
29   0

วัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสหัวหน้าองค์คณะศาลฎีกา นำเสนอประเด็นชวนจับตาการเมืองไทย ตั้งแต่กรณีเขากระโดง บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ไปจนถึงการโยกย้ายข้าราชการ โดยเชื่อมโยงกับแนวคิด “State Capture” หรือการยึดกุมกลไกรัฐ และปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “รัฐประหารโดยพลเรือน”

ประเด็นสำคัญคือ เมื่อกลไกตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญถูกตั้งคำถามว่าอาจเอื้อประโยชน์ให้เครือข่ายอำนาจบางกลุ่ม จะส่งผลต่อการตรวจสอบถ่วงดุลและความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยอย่างไร

  1. “เขากระโดง” กับสัญญาณเตือนเรื่องการกุมอำนาจ

ข้อเขียนของสุรวิชช์ วีรวรรณ ในคอลัมน์ “เสียงจากห้วงสำนึก” เรื่อง “เมื่ออำนาจสูงสุดอยู่ที่เขากระโดง” ซึ่งระบุว่าเผยแพร่ผ่าน MGR Online เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ตั้งข้อสังเกตถึงโครงสร้างอำนาจทางการเมืองและการใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญ แทนการยึดอำนาจด้วยกำลังทหาร

ข้อวิจารณ์ดังกล่าวครอบคลุม 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

  • การกีดกันทางเศรษฐกิจ: ข้อกล่าวถึงการกำหนดเงื่อนไขจัดซื้อจัดจ้างและคุณสมบัติผู้เสนอราคา ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs เสียเปรียบ
  • ระบบคุณธรรมในราชการ: ความกังวลว่าการแต่งตั้งและความก้าวหน้าในหน้าที่อาจได้รับอิทธิพลจากความใกล้ชิดทางอำนาจ มากกว่าความสามารถ
  • มาตรฐานในการตรวจสอบอำนาจ: การตั้งคำถามต่อท่าทีของนักวิชาการ สื่อมวลชน และบุคคลสาธารณะ เมื่อเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับการแทรกแซงองค์กรอิสระในบริบททางการเมืองที่แตกต่างกัน

ทั้งสามประเด็นเป็นข้อวิพากษ์เกี่ยวกับธรรมาภิบาล ซึ่งต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและหลักฐานของแต่ละกรณี

  1. “State Capture” และแนวคิดรัฐประหารโดยพลเรือน

แนวคิด State Capture ใช้อธิบายสถานการณ์ที่บุคคลหรือเครือข่ายผลประโยชน์สามารถมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบาย กฎหมาย หรือการทำงานของสถาบันรัฐ จนกลไกเหล่านั้นอาจตอบสนองต่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มมากกว่าประโยชน์สาธารณะ

ข้อเขียนดังกล่าวตั้งข้อสังเกตถึงความเสี่ยงที่อำนาจทางการเมืองอาจเชื่อมโยงกับฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ องค์กรอิสระ ระบบราชการ และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง จนทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลอ่อนแอลง

ส่วนคำว่า “รัฐประหารโดยพลเรือน” ในบริบทนี้เป็นกรอบอธิบายเชิงวิพากษ์ถึงการเปลี่ยนแปลงหรือรวบอำนาจผ่านกลไกทางกฎหมายและสถาบัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทหาร ทั้งนี้ การจะสรุปว่ามีการยึดกุมรัฐเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ต้องพิจารณาพยานหลักฐานและการทำงานของแต่ละสถาบันอย่างรอบด้าน

  1. บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง กับข้อกังวลเรื่องความลับของคะแนน

อีกประเด็นสำคัญคือข้อถกเถียงเกี่ยวกับบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งเนื้อหาที่ได้รับระบุถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องพิจารณาที่ ต. 30/2569 โดยเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 วินิจฉัยว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

ข้อเขียนชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างบัตรเลือกตั้งสองประเภท ดังนี้

บัตรสีเขียว — ส.ส. แบบแบ่งเขต

เนื้อหาที่นำเสนอระบุว่าใช้ QR Code และมีมติศาลรัฐธรรมนูญเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

บัตรสีชมพู — ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ

เนื้อหาระบุว่าใช้ Barcode ซึ่งมีหมายเลขเฉพาะ และศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 1 ว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ข้อกังวลสำคัญอยู่ที่ว่า รหัสบนบัตรสามารถเชื่อมโยงกลับไปยังข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้หรือไม่ และหากเชื่อมโยงได้ จะกระทบต่อหลักการลงคะแนนโดยลับเพียงใด

ตามเนื้อหาที่นำเสนอ ยังมีข้อเสนอแนะให้ กกต. ทบทวนการใช้สัญลักษณ์ที่อาจสืบย้อนกลับได้ และเพิ่มความเข้มงวดในการเก็บรักษาบัตรที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม การมีรหัสเฉพาะบนบัตรเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ามีการระบุตัวผู้ลงคะแนนหรือทราบว่าบุคคลนั้นเลือกใครได้จริง ต้องตรวจสอบระบบข้อมูลและกระบวนการเชื่อมโยงข้อมูลประกอบด้วย

ความกังวลเรื่องแรงกดดันต่อข้าราชการ

ข้อเขียนยกตัวเลขผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 52,933,610 คน และผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งบัตรสีชมพู 37,807,781 คน หรือร้อยละ 71.42 โดยระบุว่ามีบัตรดี 35,030,601 ใบ

จากนั้นตั้งสมมติฐานถึงความเสี่ยง หากมีผู้สามารถนำหมายเลขบาร์โค้ดไปเชื่อมโยงกับข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้จริง โดยเฉพาะกรณีข้าราชการระดับสูง แม้เป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ก็อาจสร้างความกังวลต่อความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่

สถานการณ์ดังกล่าวถูกอธิบายผ่านแนวคิด Chilling Effect หรือผลกระทบที่ทำให้บุคคลเกิดความหวาดกลัวจนจำกัดการแสดงออกหรือการตัดสินใจของตนเอง แต่ข้อกังวลนี้ยังต้องแยกออกจากข้อเท็จจริงว่า ระบบเลือกตั้งสามารถระบุตัวผู้ลงคะแนนและเชื่อมโยงกับตัวเลือกที่ลงคะแนนได้จริงหรือไม่

  1. กรณีนายอำเภอบ้านสร้าง กับคำถามเรื่องการใช้อำนาจบริหาร

อีกกรณีที่ถูกหยิบยกขึ้นมาประกอบการวิเคราะห์ คือการโยกย้ายนายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ จากนายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ไปเป็นนายอำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี

เนื้อหาที่ได้รับระบุถึงลำดับเหตุการณ์ ตั้งแต่หนังสือก่อนผู้ว่าราชการจังหวัดเกษียณ การสั่งให้ช่วยราชการ การให้สัมภาษณ์ผ่านไลฟ์สตรีม และการชี้แจงของนายอำเภอเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ก่อนที่ประเด็นจะถูกอธิบายในเวลาต่อมาว่าเป็นการสับเปลี่ยนตำแหน่งตามวาระ

กรณีนี้นำไปสู่ข้อถกเถียงเรื่องความเหมาะสมของการสื่อสารต่อสาธารณะก่อนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตลอดจนความจำเป็นในการใช้กระบวนการทางวินัยและคำสั่งทางปกครองอย่างโปร่งใส

หลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์และหลักความเป็นธรรมในกระบวนการทางปกครอง เป็นประเด็นที่ควรพิจารณาควบคู่กับข้อเท็จจริง เหตุผลในการโยกย้าย และขั้นตอนที่หน่วยงานดำเนินการ โดยไม่ด่วนสรุปว่าการโยกย้ายมีแรงจูงใจทางการเมืองหากยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ

  1. โจทย์ใหญ่ของประชาธิปไตยไทย

ภาพรวมของข้อเขียนเชื่อมโยงประเด็นทางการเมืองหลายด้าน ตั้งแต่การแข่งขันทางเศรษฐกิจ การทำงานขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ความลับของบัตรเลือกตั้ง ไปจนถึงการบริหารงานบุคคลในระบบราชการ

แก่นสำคัญคือคำถามว่า กลไกตรวจสอบถ่วงดุลยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด และประชาชนสามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้มากน้อยแค่ไหน

ข้อถกเถียงเรื่อง State Capture และ “รัฐประหารโดยพลเรือน” จึงเป็นกรอบที่ใช้ตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจ แต่การประเมินว่าเกิดสภาวะดังกล่าวจริงหรือไม่ จำเป็นต้องอาศัยหลักฐานที่ตรวจสอบได้ การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และการพิจารณาแต่ละกรณีตามหลักนิติธรรม

ท้ายที่สุด คำถามที่ถูกทิ้งไว้คือ สังคมไทยจะทำให้กลไกของรัฐยึดโยงกับประโยชน์สาธารณะ และรักษาระบบตรวจสอบถ่วงดุลให้เข้มแข็งได้อย่างไร

สำนักข่าววิหคนิวส์

อ้างอิง: ข้อเขียนและข้อมูลที่ผู้ส่งให้ โดยอ้างถึงบทความของสุรวิชช์ วีรวรรณ ผ่าน MGR Online วันที่ 8 ตุลาคม 2569

#StateCapture #รัฐประหารโดยพลเรือน #เขากระโดง #บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง #ศาลรัฐธรรมนูญ #นายอำเภอบ้านสร้าง #การเมืองไทย #นิติธรรม #ธรรมาภิบาล #สุรวิชช์วีรวรรณ #วัสติงสมิตร