วันที่ 10 ตุลาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสหัวหน้าองค์คณะศาลฎีกา และนักวิชาการอิสระ เผยแพร่บทความอธิบายข้อกฎหมายกรณีเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครปล่อยตัวผู้ต้องหา 3 รายในคดีทุจริตสอบเข้าทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลังถูกควบคุมตัวครบกำหนดฝากขัง 84 วัน โดยระบุว่า การปล่อยตัวเมื่อครบกำหนดฝากขัง ไม่ได้หมายความว่าคดีสิ้นสุดหรือผู้ต้องหาพ้นผิด
ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ได้แก่ จ่าสิบตรี ดร.พิชิต ทั้งพรม หรือ “จ่าพิชิต” นายวิน ธนพชรโภคิน หรือ “ดร.วิน” และ น.ส.ศตพร น้องสาวของ ดร.วิน
เปิดเหตุผลปล่อยตัวครบ 84 วัน
บทความอธิบายว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 กำหนดกรอบการฝากขังในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยสามารถฝากขังครั้งละไม่เกิน 12 วัน รวมไม่เกิน 7 ครั้ง หรือ 84 วัน ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย
ในคดีนี้ การฝากขัง 4 ผลัดแรก รวม 48 วัน เป็นการยื่นคำร้องโดยพนักงานสอบสวน บก.ปปป. ส่วนอีก 3 ผลัด รวม 36 วัน เป็นขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของ ป.ป.ช. หลังรับสำนวนไปดำเนินการต่อ
เมื่อครบกำหนดฝากขังแล้ว แต่การไต่สวนยังไม่เสร็จและยังไม่มีการนำคดีขึ้นฟ้องต่อศาล จึงไม่อาจควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ในเรือนจำต่อไปโดยอาศัยอำนาจฝากขังเดิมได้
คดีเกี่ยวข้องผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก
บทความระบุว่า คดีทุจริตสอบท้องถิ่นมีผู้ถูกกล่าวหาและผู้เกี่ยวข้องรวมกว่า 6,000 ราย ทำให้การรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต้องใช้เวลา
แม้ผู้ต้องหา 3 รายจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อครบกำหนดฝากขัง แต่กระบวนการไต่สวนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องยังสามารถดำเนินต่อไปได้ตามกฎหมาย การปล่อยตัวจึงไม่ได้ทำให้คดีสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ
เปิดขั้นตอนส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด
สำหรับขั้นตอนหลัง ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนเสร็จสิ้น บทความอ้างถึงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 93 ซึ่งกำหนดกระบวนการส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดพิจารณาดำเนินคดี รวมถึงกรอบเวลาและแนวทางดำเนินการในกรณีที่เห็นว่าสำนวนยังไม่สมบูรณ์
หากเกิดข้อไม่สมบูรณ์ตามเงื่อนไขกฎหมาย อาจมีการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่าง ป.ป.ช. กับอัยการสูงสุด และหากเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ป.ป.ช. อาจดำเนินการยื่นฟ้องเองได้
เมื่อมีการดำเนินการฟ้องคดีและผู้ต้องหาไม่มาศาลตามกำหนด อาจมีการขอศาลออกหมายจับได้ตามขั้นตอนและเงื่อนไขของกฎหมาย
อายุความและการติดตามผู้ต้องหาหลบหนี
บทความยังอธิบายถึงอายุความคดีอาญาและมาตรการติดตามผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หลบหนี โดยยกข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอายุความคดีทุจริตและผลทางกฎหมายในกรณีหลบหนีระหว่างการดำเนินคดี
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงมาตรการติดตามบุคคลที่หลบหนีไปต่างประเทศ ได้แก่ การส่งผู้ร้ายข้ามแดน ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา หรือ MLAT การประสานอินเตอร์โพลเพื่อออกประกาศแจ้งเตือนบุคคลที่ต้องการตัว และมาตรการเกี่ยวกับหนังสือเดินทางหรือคนเข้าเมือง
ทั้งนี้ การใช้แต่ละมาตรการต้องพิจารณาเงื่อนไขตามกฎหมายไทย กฎหมายของประเทศปลายทาง และข้อตกลงความร่วมมือที่เกี่ยวข้อง โดยประกาศแจ้งเตือนของอินเตอร์โพลไม่ได้มีผลเป็นหมายจับที่บังคับใช้โดยอัตโนมัติในทุกประเทศ
“ปล่อยตัว” ไม่ใช่ “พ้นผิด”
นายวัสสรุปว่า การปล่อยตัวผู้ต้องหาเมื่อครบกำหนดฝากขังเป็นไปตามกรอบกฎหมายที่จำกัดระยะเวลาควบคุมตัวบุคคล ขณะที่การดำเนินคดียังขึ้นอยู่กับขั้นตอนการไต่สวน การพิจารณาสำนวน และการฟ้องคดีตามกฎหมาย
ดังนั้น การปล่อยตัวผู้ต้องหา 3 รายในคดีทุจริตสอบท้องถิ่น จึงไม่ใช่ข้อยุติว่าคดีจบลงแล้ว โดยกระบวนการยุติธรรมยังต้องดำเนินต่อไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
#โกงสอบท้องถิ่น #คดีทุจริตสอบท้องถิ่น #ปปช #ปล่อยตัว84วัน #กฎหมายอาญา #กระบวนการยุติธรรม #ศาลอาญาคดีทุจริต #อัยการสูงสุด #วัสติงสมิตร #สำนักข่าววิหคนิวส์
