💥 ปมแก้กฎหมาย Thai PBS ร้อนขึ้นอีก!
วันที่ 3 ตุลาคม 2569 รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตคณบดีคณะพัฒนาสังคมและยุทธศาสตร์การบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ NIDA ออกมาแสดงความเห็นอย่างเข้มข้นต่อข้อเสนอแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับแหล่งรายได้ของ Thai PBS
โดยแสดงความกังวลว่า หากเปลี่ยนจากระบบเงินบำรุงที่มาจากภาษีสุราและยาสูบ ไปเป็น งบประมาณรายจ่ายประจำปี อาจส่งผลต่อหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ
ขณะนี้ข้อเสนอแก้ไขดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาและรับฟังความคิดเห็น ยังไม่ได้มีผลบังคับใช้
🔥 “พิชาย” ห่วงอิสระสื่อถูกกระทบ
รศ.ดร.พิชาย ระบุผ่านเฟซบุ๊กว่า หาก Thai PBS ต้องเข้าสู่ระบบของบประมาณรายปีเช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐทั่วไป ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรสื่อกับฝ่ายที่มีอำนาจพิจารณางบประมาณย่อมเปลี่ยนไป
เขามองว่า ความเสี่ยงสำคัญคือแรงกดดันต่อกองบรรณาธิการ โดยเฉพาะการทำข่าวตรวจสอบรัฐบาล นักการเมือง หรือกลุ่มอำนาจต่าง ๆ
และอาจนำไปสู่ภาวะ “เซ็นเซอร์ตัวเอง” หรือ Self-censorship หากผู้ปฏิบัติงานกังวลว่าการนำเสนอข่าวบางเรื่องอาจกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณในอนาคต
⚡ จากงบตรง สู่ระบบงบประมาณประจำปี
ตามโครงสร้างปัจจุบัน Thai PBS มีรายได้จากเงินบำรุงที่จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบ โดยกฎหมายกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี
ขณะที่ข้อเสนอแก้ไขกฎหมายมีสาระสำคัญให้เปลี่ยนแหล่งรายได้จากระบบดังกล่าว มาเป็น งบประมาณรายจ่ายประจำปี
🚨 พิชายเตือนคอนเทนต์อาจเปลี่ยน
รศ.ดร.พิชายตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อแหล่งเงินเปลี่ยน ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้จัดสรรงบประมาณกับองค์กรสื่อก็อาจเปลี่ยนตามไปด้วย
เขากังวลว่า พื้นที่ข่าวที่มุ่งนำเสนอปัญหาของประชาชน คนชายขอบ หรือประเด็นตรวจสอบอำนาจ อาจถูกลดความสำคัญลง
พร้อมใช้ถ้อยคำเปรียบเทียบว่า หากสูญเสียความเป็นอิสระ Thai PBS อาจเสี่ยงถูกมองว่าเดินเข้าใกล้รูปแบบ “ทีวีของรัฐ” มากกว่าสื่อสาธารณะ
💥 หวั่นกระทบความเชื่อมั่นผู้ชม
อีกประเด็นที่ รศ.ดร.พิชายหยิบยก คือ ความน่าเชื่อถือ
เขามองว่า จุดแข็งสำคัญของ Thai PBS อยู่ที่ภาพลักษณ์ความเป็นสื่อสาธารณะที่ไม่ได้ดำเนินงานบนฐานโฆษณาเชิงพาณิชย์ และมีโครงสร้างรายได้ที่แยกออกจากกระบวนการงบประมาณประจำปี
หากประชาชนมองว่าองค์กรถูกผูกโยงเข้ากับรัฐบาลหรือการเมืองมากขึ้น ก็อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นและพฤติกรรมของผู้ชมในระยะยาว
⚠️ ห่วง “สมองไหล” คนทำสื่อคุณภาพ
รศ.ดร.พิชายยังแสดงความกังวลว่า การเปลี่ยนโครงสร้างดังกล่าวอาจกระทบต่อบุคลากรด้านข่าว สารคดี และผู้ผลิตรายการอิสระ
โดยเฉพาะคนทำงานที่เลือกทำงานกับสื่อสาธารณะเพราะต้องการพื้นที่ผลิตเนื้อหาที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแรงกดดันจากโฆษณาหรืออำนาจทางการเมือง
หากเกิดความรู้สึกว่าเสรีภาพในการทำงานลดลง ก็อาจนำไปสู่ปัญหาการย้ายออกของบุคลากรคุณภาพได้
🔥 ฝ่ายเสนอร่างยืนยัน ไม่ได้ยุบ–ไม่ได้ปิด Thai PBS
อีกด้านหนึ่ง ฝ่ายผู้เสนอร่างกฎหมายระบุว่า ข้อเสนอนี้ไม่ได้มีเป้าหมายยุบองค์กร ปิด Thai PBS หรือตัดภารกิจ
แต่ต้องการเปลี่ยน “วิธีการได้มาซึ่งเงิน” ให้เงินสาธารณะเข้าสู่ระบบงบประมาณและอยู่ภายใต้มาตรฐานวินัยการเงินการคลัง
พร้อมให้เหตุผลว่า ระบบดังกล่าวจะเปิดให้รัฐสภาสามารถตรวจสอบได้ว่าองค์กรขอใช้งบประมาณเท่าใด ใช้ในเรื่องใด และเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างไร
ขณะเดียวกัน ความกังวลเรื่องความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน
📢 ศึกนี้อยู่ที่ “วินัยการคลัง” กับ “อิสระสื่อ”
ประเด็นแก้กฎหมาย Thai PBS จึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่า เงินจะมาจากไหน
แต่กำลังกลายเป็นข้อถกเถียงสำคัญว่า
ระบบงบประมาณแบบใดจะสามารถสร้างความโปร่งใสในการใช้เงินภาษี
ขณะเดียวกันก็ยังรักษาระยะห่างระหว่าง “ฝ่ายการเมือง” กับ “กองบรรณาธิการ” ได้
🔥 รศ.ดร.พิชายจึงเตือนว่า หากออกแบบกลไกไม่รัดกุม การเปลี่ยนระบบรายได้อาจกระทบหัวใจสำคัญของการเป็น “สื่อสาธารณะ”
ขณะที่ฝ่ายเสนอร่างยืนยันว่า เป้าหมายคือการจัดระเบียบเงินสาธารณะ ไม่ใช่การควบคุมหรือยุติภารกิจของ Thai PBS
⚡ บทสรุปยังไม่จบ! ปมใหญ่จากนี้คือการหาจุดสมดุลระหว่าง “ตรวจสอบเงินได้” กับ “ตรวจสอบอำนาจได้อย่างอิสระ”
สำนักข่าววิหคนิวส์
#ThaiPBS #TPBS #สื่อสาธารณะ #พิชายรัตนดิลกณภูเก็ต #ภาษีบาป #งบประมาณแผ่นดิน #เสรีภาพสื่อ #การเมืองไทย #สื่อมวลชน #NIDA #สื่อมวลชน #ภาษีสรรพสามิต #NBT สาขา2 #เซ็นเซอร์ตัวเอง #สยามรัฐ
#วิหคนิวส์
