สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนเมษายน 2569 ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 45.0 จาก 45.5 ในเดือนก่อนหน้า และยังต่ำกว่าระดับ 50 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจไทย กำลังซื้อ และอนาคตทางการเงินของตนเอง
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. ระบุว่า ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวล่าช้า ขณะที่ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง และค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อยที่มีภาระหนี้สะสมสูงอยู่แล้ว
ผลสำรวจจากประชาชน 5,321 รายทั่วประเทศ พบว่า ปัจจัยที่กระทบความเชื่อมั่นมากที่สุด คือ ภาวะเศรษฐกิจไทย 32.25% ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง 30.61% เศรษฐกิจโลก 14.32% และมาตรการภาครัฐ 9.21%
แม้ดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้าจะขยับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 51.7 จากความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล แต่ในทางปฏิบัติยังมีเสียงวิจารณ์อย่างหนักว่า รัฐบาลบริหารเศรษฐกิจยามวิกฤติไม่เป็น และยังคงใช้แนวทาง “กู้เงินมาแจก” แบบเดิมโดยไม่มีแผนฟื้นเศรษฐกิจระยะยาวที่ชัดเจน
นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า การอัดฉีดเงินผ่านโครงการแจกเงินหรือมาตรการประชานิยมระยะสั้น อาจช่วยประคองคะแนนนิยมทางการเมืองได้ชั่วคราว แต่กลับเพิ่มภาระหนี้สาธารณะและสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในอนาคต หากไม่มีการลงทุนสร้างรายได้หรือยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศควบคู่กันไป
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนจำนวนมากเริ่มแสดงความกังวลว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ภาวะ “โตต่ำแต่หนี้สูง” โดยกำลังซื้อภายในประเทศอ่อนแรงต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กจำนวนมากเริ่มแบกรับต้นทุนไม่ไหว
อย่างไรก็ตาม ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกยังคงเป็นแรงพยุงสำคัญของเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้ ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ที่ยังไม่มีสัญญาณคลี่คลายในระยะสั้น.
สำนักข่าววิหคนิวส์
