สำนักข่าววิหคนิวส์ -วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ความคืบหน้ากรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติ 4 ต่อ 3 เสียง ชี้มูลความผิด นางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ขณะดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีไม่อุทธรณ์คดีการเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มูลค่าประมาณ 17,900 ล้านบาท กับนายพานทองแท้ ชินวัตร และน.ส.พินทองทา ชินวัตร ภายหลังศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาให้กรมสรรพากรแพ้คดี เมื่อเดือนธันวาคม 2553
โดยคดีดังกล่าวได้มีการส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดพิจารณายื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และศาลนัดไต่สวนในวันที่ 30 มิถุนายน 2569
ล่าสุด นางสาวสุภา ปิยะจิตติ ได้เผยแพร่คำชี้แจงต่อสื่อมวลชนและบุคคลใกล้ชิด โดยระบุว่าตนรู้สึกถูกกรรมการ ป.ป.ช. บางรายและทีมงาน “กลั่นแกล้ง” ในกรณีดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าการดำเนินการของตนในขณะนั้นเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย และอาศัยความเห็นจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นางสาวสุภา ระบุว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (คดี อม.แดง 1/53) ได้มีคำพิพากษาว่า หุ้นชินคอร์ปดังกล่าวมีเจ้าของที่แท้จริงคือ นายทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ทำให้ศาลภาษีอากรกลางนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาพิจารณา และพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีของนายพานทองแท้และน.ส.พินทองทา
นอกจากนี้ อัยการสูงสุดมีความเห็นว่าไม่ควรอุทธรณ์คดีดังกล่าว โดยกรมสรรพากรและกรมบัญชีกลางก็มีความเห็นสอดคล้องกัน นางสาวสุภา ระบุว่าตนได้มีหนังสือสั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และให้ดำเนินการตามกฎหมาย โดยเฉพาะการพิจารณาการประเมินภาษีจากผู้เป็นเจ้าของตัวจริง
ทั้งนี้ นางสาวสุภา ย้ำว่า หลังจากมีการสรุปว่าใครเป็นเจ้าของหุ้นตัวจริงแล้ว หน้าที่ในการประเมินและจัดเก็บภาษีเป็นอำนาจของกรมสรรพากร ไม่ใช่อำนาจของตน
ต่อมา ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในปี 2568 ให้ นายทักษิณ ชินวัตร ชำระภาษีเงินได้จากการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป พร้อมค่าปรับและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงินประมาณ 17,500 ล้านบาท
นางสาวสุภา ระบุว่า เมื่อรัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้แล้ว จึงไม่เกิดความเสียหาย และไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 157 พร้อมยืนยันว่าการดำเนินการของตนเป็นไปโดยสุจริตและตามกฎหมายทุกขั้นตอน
