ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ตึงเครียด โดยเฉพาะความไม่สงบในตะวันออกกลางซึ่งกระทบต่อเส้นทางขนส่งหลักอย่างช่องแคบฮอร์มุซ หลายประเทศเริ่มมองหา “เส้นทางสำรอง” ที่ปลอดภัยและมีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ประเทศไทยกำลังหยิบ “โครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร–ระนอง” กลับมาปัดฝุ่นอีกครั้งในฐานะหมากยุทธศาสตร์ระดับโลก
โครงการแลนด์บริดจ์ ไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่มีรากฐานย้อนไปตั้งแต่ช่วงปี 2536–2540 ในรัฐบาล ชวน หลีกภัย ภายใต้แผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Southern Seaboard) โดยเปลี่ยนแนวคิดจาก “ขุดคลอง” มาเป็น “สะพานเศรษฐกิจ” เชื่อมสองฝั่งทะเลด้วยโครงสร้างพื้นฐานแทน อย่างไรก็ตาม โครงการต้องหยุดชะงักจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540
📌 จุดเปลี่ยนสำคัญในยุค “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา”
แม้หลายรัฐบาลพยายามผลักดันต่อเนื่อง แต่โครงการยังไม่เป็นรูปธรรม จนกระทั่งในยุคของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แนวคิดแลนด์บริดจ์ถูก “ยกระดับเชิงยุทธศาสตร์” อย่างจริงจังอีกครั้ง โดยมีการศึกษาและกำหนด “พื้นที่ใหม่” จากเดิมที่เคยเสนอ กระบี่–ขนอม มาเป็น ชุมพร–ระนอง ซึ่งมีข้อได้เปรียบด้านร่องน้ำลึก รองรับเรือขนาดใหญ่ได้ดีกว่า
นอกจากนี้ รัฐบาลในขณะนั้นยังผลักดันโครงการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ เพื่อวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็น “ศูนย์กลางการขนส่ง” ของภูมิภาคในอนาคต ถือเป็นการ “ปักธงแนวคิด” ที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากที่สุดครั้งหนึ่งของโครงการนี้
🚀 รัฐบาลปัจจุบันเร่งเครื่องเต็มสูบ
ต่อเนื่องมาถึงช่วงปี 2566–2569 รัฐบาลภายใต้การนำของ เศรษฐา ทวีสิน ได้หยิบโครงการนี้ขึ้นมาเดินหน้าต่ออย่างจริงจัง พร้อมนำไปโรดโชว์ในเวทีโลก ทั้งในสหรัฐฯ จีน และตะวันออกกลาง เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
ล่าสุด อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ส่งสัญญาณ “ปัดฝุ่นเต็มรูปแบบ” โดยชี้ว่า สถานการณ์โลก โดยเฉพาะความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซ ยิ่งทำให้แลนด์บริดจ์มีความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น
ด้าน พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เตรียมนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในช่วงกลางปี พร้อมระบุว่า โครงการนี้คือ “โอกาสทอง” ของประเทศในการยกระดับเศรษฐกิจ
💰 เมกะโปรเจกต์ 1 ล้านล้าน กับเดิมพันระดับโลก
แลนด์บริดจ์ ชุมพร–ระนอง ถูกวางให้เป็น “ทางลัดใหม่ของโลก” เชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับแปซิฟิก ผ่านท่าเรือน้ำลึก มอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่ และท่อส่งน้ำมัน เพื่อลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา
รัฐบาลประเมินว่า หากสำเร็จจะสามารถ
* ลดระยะเวลาขนส่งได้เฉลี่ย 4 วัน
* ลดต้นทุนโลจิสติกส์ประมาณ 15%
* สร้างงานกว่า 200,000 ตำแหน่ง
* ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติอย่างมหาศาล
⚖️ โอกาส vs ความท้าทาย
แม้โครงการจะถูกมองว่าเป็น “Game Changer” ของเศรษฐกิจไทย แต่ก็ยังเผชิญคำถามสำคัญ ทั้งเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ความชัดเจนของนักลงทุน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่
📍 บทสรุป
จากแนวคิดตั้งต้นในอดีต สู่การ “วางหมากยุทธศาสตร์” ในยุคพลเอกประยุทธ์ และการ “เร่งเครื่องเต็มกำลัง” ในรัฐบาลปัจจุบัน โครงการแลนด์บริดจ์กำลังกลายเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ของประเทศไทยในเวทีโลก
นี่ไม่ใช่แค่โครงการก่อสร้าง…แต่คือการกำหนด “อนาคตทางเศรษฐกิจ” ของประเทศ
✍️ รายงานโดย: สำนักข่าววิหคนิวส์





