แก้วสรร อติโพธิ เผยคำอธิบายทางกฎหมายกรณีกรมสรรพากรส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาฟ้องล้มละลาย นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากปมภาษีการขายหุ้นชินคอร์ป มูลค่าประมาณ 17,000 ล้านบาท โดยวิเคราะห์ตั้งแต่สถานะหนี้ภาษี การบังคับชำระหนี้ การติดตามทรัพย์สิน ไปจนถึงข้อโต้แย้งเรื่องการยึดทรัพย์และการขอนิรโทษกรรม
ชี้หนี้ภาษีถึงที่สุดแล้ว เหลือขั้นตอนบังคับชำระ
แก้วสรรอธิบายว่า คดีภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับการประเมินภาษีแล้ว ขณะที่กรมสรรพากรได้ดำเนินการติดตามและอายัดทรัพย์สินในประเทศ แต่ตามข้อมูลที่นำมาอธิบาย สามารถยึดทรัพย์ได้ประมาณ 200 ล้านบาท อีกทั้งมีการแจ้งให้ชำระหนี้แล้วสองครั้ง
แก้วสรรระบุว่า เมื่อหนี้ภาษีถึงที่สุดและยังไม่สามารถเรียกเก็บได้ครบ การดำเนินคดีล้มละลายอาจเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการติดตามรวบรวมทรัพย์สิน โดยกล่าวถึงกรอบเวลาอายุความที่ระบุว่าจะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2570
สำหรับบทบาทของอัยการ แก้วสรรมองว่า หากกรมสรรพากรส่งสำนวนและเอกสารแต่งตั้งให้ดำเนินคดีครบถ้วนแล้ว บทบาทหลักของอัยการคือการดำเนินคดีเพื่อบังคับชำระหนี้ภาษี อย่างไรก็ตาม การดำเนินการจริงยังต้องเป็นไปตามกฎหมายและการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
หากอ้างว่ายังมีทรัพย์สิน ต้องแสดงหลักฐานให้ชัด
เมื่อถูกถามว่า นายทักษิณจะต่อสู้ในศาลล้มละลายว่าไม่ได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว เพราะยังมีทรัพย์สินเหลืออยู่จำนวนมากได้หรือไม่ แก้วสรรระบุว่า หากยกข้อต่อสู้ดังกล่าว ก็ต้องแสดงรายละเอียดว่ามีทรัพย์สินอะไร อยู่ที่ใด และมีหลักฐานกรรมสิทธิ์อย่างไร
เขาให้ความเห็นว่า การเปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินอาจทำให้เจ้าหนี้มีข้อมูลสำหรับติดตามทรัพย์สินเพิ่มเติม พร้อมกล่าวถึงรายงานความมั่งคั่งที่เคยเผยแพร่เกี่ยวกับนายทักษิณภายหลังการยึดทรัพย์ในคดีเดิม
จับตาคำวินิจฉัยข้อโต้แย้งเรื่องภาษีชินคอร์ป
สำหรับข้อโต้แย้งที่ว่า รัฐเคยยึดเงินจากการขายหุ้นชินคอร์ปไปแล้วประมาณ 46,000 ล้านบาท จึงไม่ควรเรียกเก็บภาษีเพิ่มอีกประมาณ 17,000 ล้านบาท รวมถึงข้อกล่าวอ้างว่าการยึดทรัพย์เดิมเกิดจากอำนาจของคณะปฏิวัติ แก้วสรรประเมินว่า โอกาสชนะข้อโต้แย้งดังกล่าวมีน้อย โดยกล่าวถึงกำหนดการพิจารณาของศาลภาษีในเดือนพฤศจิกายน
ทั้งนี้ ข้อโต้แย้งและผลของคดีต้องพิจารณาจากคำร้อง คำวินิจฉัย และคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง ไม่อาจถือว่าความเห็นของผู้ให้สัมภาษณ์เป็นผลตัดสินของศาล
ชี้คดีขายหุ้นชินคอร์ปไม่ใช่ความผิดจากการแสดงออกทางการเมือง
กรณีการนำคดีชินคอร์ปไปขอรับนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสันติสุข แก้วสรรให้ความเห็นว่า หลักการของกฎหมายดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการกระทำที่มีมูลเหตุจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง เช่น การชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมือง ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
เขามองว่า การขายหุ้นชินคอร์ปไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการชุมนุมหรือการแสดงออกทางความคิด จึงเห็นว่าไม่ควรนำคดีดังกล่าวไปอ้างเป็นความผิดทางการเมืองเพื่อขอนิรโทษกรรม พร้อมยกบทบัญญัติมาตรา 7 ซึ่งกำหนดขอบเขตการกระทำที่อาจได้รับประโยชน์ตามกฎหมาย
โต้ข้อกล่าวหา คมช.ตั้ง คตส.เพื่อยึดทรัพย์ทักษิณ
แก้วสรร ซึ่งระบุว่าเคยเป็นกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ชี้แจงกรณีมีการกล่าวอ้างว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ตั้ง คตส.ขึ้นเพื่อยึดทรัพย์นายทักษิณ โดยยืนยันตามคำอธิบายของตนว่า คมช.ไม่ได้สั่งการให้ดำเนินการดังกล่าว
เขาระบุว่า จุดเริ่มต้นของการตรวจสอบมาจากเอกสารที่พบระหว่างการพิจารณาคำชี้แจงเรื่องภาษี ซึ่งเขาเห็นว่าแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องของนายทักษิณกับหุ้นชินคอร์ป จากนั้นจึงมีการสอบสวนต่อและพบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับมาตรการที่เอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจชินคอร์ป 5 มาตรการ โดยประเมินว่ารัฐได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก
แก้วสรรกล่าวเพิ่มเติมว่า มติ คตส.เกี่ยวกับการยึดทรัพย์ในเวลานั้นมีคะแนนเสียง 5 ต่อ 4 และยืนยันว่าการดำเนินการเกิดจากการพิจารณาพยานหลักฐานตามที่เขาอธิบาย
ทรัพย์สินที่อายัดไว้และทรัพย์ในต่างประเทศ
เมื่อถูกถามถึงรถยนต์ 9 คันและทรัพย์สินอื่นที่กรมสรรพากรอายัดไว้ แก้วสรรให้ความเห็นว่า ทรัพย์สินเหล่านั้นอาจไม่ได้ถูกรวมเข้าเป็นทรัพย์สินในกระบวนการล้มละลายโดยอัตโนมัติ และกรมสรรพากรอาจยังดำเนินการตามขั้นตอนบังคับชำระหนี้ที่กฎหมายอนุญาตได้
ส่วนการติดตามทรัพย์สินที่โอนไปให้บุคคลในครอบครัวหรืออยู่ต่างประเทศ แก้วสรรกล่าวว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจตรวจสอบธุรกรรมและดำเนินการตามกฎหมายได้ หากพบการโอนทรัพย์สินที่เข้าข่ายฉ้อฉล รวมถึงอาจประสานความร่วมมือกับต่างประเทศตามกลไกทางกฎหมายที่มีอยู่
สำหรับเครื่องบินเจ็ตที่ไม่ได้จดทะเบียนในชื่อนายทักษิณโดยตรง แก้วสรรเห็นว่าต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์และการใช้ประโยชน์ก่อน จึงจะประเมินได้ว่าจะติดตามหรือยึดได้หรือไม่
มองการต่อสู้คดีเป็นความเสียหายที่ต้องพยายามหลีกเลี่ยง
ในช่วงท้าย แก้วสรรให้ความเห็นว่า การตกเป็นบุคคลล้มละลายอาจสร้างความเสียหายต่อสถานะทางสังคมอย่างมาก จึงเข้าใจได้ว่าผู้ถูกดำเนินคดีจะต่อสู้เพื่อคัดค้านการอายัดทรัพย์และโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการต่าง ๆ
เรื่องโดย: แก้วสรร อติโพธิ
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: บทความและคำอธิบายทางกฎหมายโดย แก้วสรร อติโพธิ ตามข้อมูลที่ผู้ใช้ส่งมา
#แก้วสรรอติโพธิ #ทักษิณชินวัตร #คดีภาษีชินคอร์ป #คดีล้มละลาย #กรมสรรพากร #สำนักข่าววิหคนิวส์ #VihokNews
