วัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสหัวหน้าองค์คณะศาลฎีกา เผยแพร่บทความเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 วิเคราะห์ข้อถกเถียงกรณี น.ส.สุชาดา ซางแทนทรัพย์ หรือ “สส.ไอเดียร์” สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย บริจาคเงินให้พรรค รวม 150,000 บาท ซึ่งนำไปสู่การร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตรวจสอบและพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย
ประเด็นสำคัญคือ กรณีดังกล่าวมีน้ำหนักทางกฎหมายถึงขั้นยุบพรรคภูมิใจไทยได้หรือไม่ หรือเป็นเพียงข้อถกเถียงทางการเมืองที่ต้องรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง
เปิดข้อกฎหมายบริจาคเงินให้พรรคการเมือง
วัสอธิบายว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับรายได้ การรับบริจาค และข้อห้ามเรื่องแหล่งที่มาของเงิน โดยมาตรา 66 กำหนดเพดานการบริจาคไว้ไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อพรรคการเมืองต่อปีสำหรับผู้บริจาคแต่ละราย ขณะที่มาตรา 72 และมาตรา 74 กำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับการรับเงินหรือประโยชน์ที่มีแหล่งที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงแหล่งเงินจากบุคคลหรือนิติบุคคลบางประเภท
ส่วนมาตรา 92 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรค เมื่อมีเหตุและหลักฐานเข้าข่ายตามที่กฎหมายกำหนด
เทียบคดีเงินกู้พรรคอนาคตใหม่
วัสหยิบยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2563 กรณีเงินกู้ 191.2 ล้านบาทของพรรคอนาคตใหม่ มาเปรียบเทียบ โดยระบุว่า ศาลวินิจฉัยให้การกู้ยืมเงินดังกล่าวเข้าข่ายการรับประโยชน์อื่นใดที่ฝ่าฝืนข้อกฎหมายเกี่ยวกับการสนับสนุนทางการเงินแก่พรรคการเมือง และนำไปสู่การยุบพรรคอนาคตใหม่
อย่างไรก็ตาม วัสเห็นว่า การนำกรณีดังกล่าวมาเทียบกับเงินบริจาคของ สส.สุชาดา ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี เพราะลักษณะธุรกรรมและประเด็นทางกฎหมายอาจแตกต่างกัน
เงินบริจาคจากเงินเดือน สส. ต้องตรวจสอบอย่างไร?
วัสระบุว่า หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามคำชี้แจงของ สส. พรรคภูมิใจไทยที่ว่า เงินบริจาคจำนวน 150,000 บาทมาจากการหักเงินเดือน สส. โดยสมัครใจ และมีหลักฐานการรับเงินและการบันทึกบัญชีถูกต้อง ก็ต้องพิจารณาว่าเงินดังกล่าวอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายอนุญาตหรือไม่
ในทางกลับกัน หากพบข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอื่นที่ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินหรือการรับบริจาค ก็จำเป็นต้องตรวจสอบและชี้แจงให้ชัดเจน
แยกปมทรัพย์สินส่วนตัวออกจากความรับผิดของพรรค
อีกประเด็นที่ถูกกล่าวถึงคือข้อสงสัยเกี่ยวกับความมั่งคั่งและที่มาของทรัพย์สินของ สส.สุชาดาและสามี ซึ่งตามบทความระบุว่ามีมูลค่าเกือบ 2,000 ล้านบาท และมีประเด็นเกี่ยวกับการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน
วัสชี้ว่า การตรวจสอบทรัพย์สินส่วนบุคคลเป็นประเด็นความรับผิดเฉพาะตัวที่ต้องพิจารณาตามกฎหมายและอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนการจะนำไปสู่การยุบพรรคการเมือง ต้องมีพยานหลักฐานเชื่อมโยงให้เข้าองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายพรรคการเมืองด้วย ไม่ใช่นำข้อสงสัยเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนตัวมาเป็นเหตุยุบพรรคโดยอัตโนมัติ
ย้ำตรวจสอบได้ แต่ต้องยึดข้อเท็จจริงและกฎหมาย
วัสสรุปว่า การตรวจสอบนักการเมืองและพรรคการเมืองเป็นกลไกสำคัญของสังคมประชาธิปไตย แต่การพิจารณาต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ชัดเจน ไม่ควรขยายความข้อกล่าวหาที่ยังไม่ได้ข้อยุติเกินกว่าพยานหลักฐานที่มี
พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่มีอำนาจเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อให้สังคมได้รับคำตอบที่ชัดเจน
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: บทความของ วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ วันที่ 17 ตุลาคม 2569
#พรรคภูมิใจไทย #ยุบพรรค #สสไอเดียร์ #สุชาดาซางแทนทรัพย์ #การเมืองไทย #กฎหมายพรรคการเมือง #กกต #ศาลรัฐธรรมนูญ #วัสติงสมิตร #VihokNews
