16 ตุลาคม 2569
เปิดตัวเลขเศรษฐกิจไทยสะเทือนวงการเมือง! กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF เผยรายงาน World Economic Outlook เดือนตุลาคม 2569 คาดการณ์เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 2.1% รั้งกลุ่มท้ายอาเซียน ขณะที่เวียดนามพุ่งถึง 8.4% มาเลเซีย 5.2% อินโดนีเซีย 5.1% สิงคโปร์ 5.0% และกัมพูชา 3.0%
ตัวเลขดังกล่าวหมายความว่า เวียดนามมีอัตราการเติบโตสูงกว่าไทยถึง 4 เท่า แม้ไม่ได้หมายความว่าเวียดนามหรือกัมพูชามีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าไทยก็ตาม
ยิ่งไปกว่านั้น IMF ยังคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2570 จะขยายตัวเพียง 2.1% เช่นเดิม สะท้อนปัญหาการเติบโตที่ต้องเร่งแก้ไข
ขณะเดียวกัน เมื่อหันมาดูบัญชีรายรับรายจ่ายของรัฐบาลไทย กลับพบตัวเลขที่ชวนให้ประชาชนตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการใช้เงินแผ่นดิน
งบประมาณปี 2570 กำหนดรายจ่ายสูงถึง 3.788 ล้านล้านบาท ขณะที่ประมาณการรายได้สุทธิเพียง 3 ล้านล้านบาท ทำให้ต้องวางแผนกู้เงินชดเชยการขาดดุลอีก 788,000 ล้านบาท
พูดง่าย ๆ คือ รัฐบาลมีแผนใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่คาดว่าจะจัดเก็บได้เกือบ 8 แสนล้านบาท!
เมื่อเปรียบเทียบตัวเลขดังกล่าวกับการเติบโต GDP เพียง 2.1% จึงเกิดคำถามสำคัญว่า งบประมาณจำนวนมหาศาลถูกนำไปสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เพิ่มผลิตภาพ และสร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศได้มากเพียงใด
เพราะการกู้เงินเป็นเพียงเครื่องมือทางการคลัง ไม่ใช่หลักฐานว่ารัฐบาลหาเงินเก่งหรือบริหารเศรษฐกิจสำเร็จ
สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือ เมื่อกู้มาแล้ว เงินเหล่านั้นช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัว เพิ่มรายได้ประชาชน และสร้างฐานภาษีในอนาคตได้คุ้มค่าหรือไม่
ย้อนกลับไปวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 IMF เคยเตือนว่าเศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการลงทุนต่ำ ผลิตภาพแรงงานเติบโตช้า หนี้ครัวเรือนสูง และการเข้าสู่สังคมสูงวัย
ขณะที่รายงาน Reuters วันที่ 9 ตุลาคม ระบุว่า การลงทุนของไทยมีสัดส่วนเพียงประมาณ 22–23% ของ GDP และเศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.34% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตถึง 3% ภายใน 3 ปี ผ่านการดึงดูดการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ข้อมูล รถยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด
ถือเป็นแนวทางเพิ่มศักยภาพการผลิตและดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศ แต่ผลสำเร็จยังต้องพิสูจน์ด้วยตัวเลขการลงทุนจริง การจ้างงาน รายได้ และผลผลิตทางเศรษฐกิจในอนาคต
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การแข่งขันว่าใครอนุมัติงบประมาณได้มากกว่า หรือรัฐบาลสามารถกู้เงินได้อีกเท่าไร
แต่อยู่ที่การเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออก ดึงดูดการลงทุน สร้างธุรกิจใหม่ เพิ่มรายได้ประชาชน และทำให้รัฐจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างยั่งยืน
ที่สำคัญ งบประมาณจำนวนมากยังเป็นรายจ่ายประจำ ทำให้พื้นที่สำหรับลงทุนสร้างการเติบโตใหม่มีข้อจำกัด
การแก้ไขเศรษฐกิจจึงต้องพิจารณาทั้งการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ และลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างตรวจสอบได้
ตัวเลข IMF ครั้งนี้จึงชวนให้เปรียบเทียบอย่างน่าคิด ระหว่างความสามารถของรัฐในการจัดหาเงินมาใช้จ่าย กับความสามารถในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศ
การกู้เงินสามารถกำหนดวงเงินและระยะเวลาดำเนินการได้ แต่การทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่ม ธุรกิจแข่งขันได้ และเศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง ต้องอาศัยผลสำเร็จจากนโยบายจริง
รัฐบาลจึงต้องแสดงให้ประชาชนเห็นว่า เงินภาษีและเงินกู้ที่นำมาใช้แต่ละปี สร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างไร
เพราะท้ายที่สุด ตัวเลขที่ประชาชนต้องการเห็น ไม่ใช่เพียงจำนวนเงินที่รัฐบาลสามารถกู้หรือใช้จ่ายได้ แต่คือรายได้ที่เพิ่มขึ้น หนี้ครัวเรือนที่ลดลง่ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม!
นายอินทร์
สำนักข่าววิหคนิวส์ รายงาน
อ้างอิง :
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF), World Economic Outlook เดือนตุลาคม 2569
IMF Thailand Article IV Consultation
Reuters
สำนักงบประมาณ ข้อมูลงบประมาณปี 2570
THE STANDARD
#IMF #GDPไทย #เศรษฐกิจไทย #รัฐบาล #งบประมาณ2570 #กู้เงินรัฐบาล #หนี้สาธารณะ #เวียดนาม #กัมพูชา #เศรษฐกิจอาเซียน #กระทรวงการคลัง #เอกนิติ #หนี้ครัวเรือน #เงินภาษีประชาชน #การลงทุน #วิหคนิวส์
