11 ตุลาคม 2569
ประเด็นข้อพิพาทการคืนท่อส่งก๊าซธรรมชาติของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังมีการเผยแพร่ภาพหนังสือสำนักงานอัยการสูงสุด ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเกี่ยวข้องกับคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญา โดยผู้ร้องอ้างว่ามีหลักฐานใหม่เกี่ยวกับการประชุมเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2550
หนังสือดังกล่าวออกจากสำนักงานคณะกรรมการอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด กรุงเทพมหานคร ระบุว่า ผู้ร้องได้ยื่นหนังสือลงวันที่ 10 กันยายน 2568 ขอให้อัยการสูงสุดพิจารณารื้อฟื้นคดีอาญา หลังเคยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลยานนาวา เมื่อปี 2561 จำนวน 2 คดี
คำร้องเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาว่ามีการนำเอกสารเท็จไปยื่นต่อศาลและนักลงทุน โดยขอให้ตรวจสอบการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
ประเด็นสำคัญอยู่ที่หนังสือสำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน ลงวันที่ 17 มกราคม 2563 ซึ่งผู้ร้องระบุว่าได้ยืนยันว่าไม่พบบันทึกการประชุมวันที่ 17 ธันวาคม 2550 และเห็นว่าเอกสารดังกล่าวอาจมีความสำคัญต่อข้อพิพาทเกี่ยวกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.35/2550
สำหรับหนังสือสำนักงานอัยการสูงสุดฉบับนี้ ระบุว่าได้มอบหมายให้อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ พิจารณาดำเนินการในเรื่องดังกล่าว และหากมีผลการดำเนินการประการใด สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้จะแจ้งให้ผู้ร้องทราบโดยตรง
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2550 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.35/2550 ให้ดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน รวมถึงสิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ และแยกอำนาจมหาชนของรัฐออกจากสิทธิและอำนาจของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
ต่อมาในวันที่ 18 ธันวาคม 2550 คณะรัฐมนตรีมีมติเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการตามคำพิพากษา โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สิน
กระนั้น การส่งมอบทรัพย์สินภายหลังการแปรรูป ปตท. ยังคงเป็นประเด็นที่ภาคประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ มีความเห็นแตกต่างกันมาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 สภาผู้บริโภคร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้ยื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เรียกร้องให้เร่งดำเนินการเรื่องการคืนท่อก๊าซภายใน 60 วัน
นางสาวรสนา โตสิตระกูล ผู้มีบทบาทติดตามข้อพิพาทดังกล่าว ระบุในข้อมูลที่เผยแพร่โดยสภาผู้บริโภคว่า การส่งคืนทรัพย์สินยังไม่ครบถ้วน และประเมินว่ารัฐสูญเสียผลประโยชน์จากทรัพย์สินและรายได้ค่าผ่านท่อก๊าซกว่า 600,000 ล้านบาท ระหว่างปี 2544–2566
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินของฝ่ายผู้เรียกร้อง มิใช่มูลค่าความเสียหายจากการทุจริตที่มีคำพิพากษายืนยัน
ขณะเดียวกัน สำนักงานศาลปกครองเคยชี้แจงเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 ว่า ศาลได้พิจารณาข้อพิพาทเกี่ยวกับการแบ่งแยกและส่งคืนทรัพย์สินในคดีดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีคำสั่งที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าหน่วยงานได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อย
ส่วนบริษัท ปตท. ยืนยันในคำชี้แจงของบริษัทว่าได้ดำเนินการคืนทรัพย์สินตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว
สำหรับประเด็นอายุความนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1306 ห้ามยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินในเรื่องทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แต่ไม่ได้หมายความว่าคดีอาญาทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินดังกล่าวจะไม่มีอายุความ จึงต้องพิจารณากฎหมายและข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแยกจากกัน
ล่าสุด หนังสือสำนักงานอัยการสูงสุดลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่นำมาเผยแพร่ จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามผลการพิจารณาจากสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ ว่าข้อร้องเรียนและเอกสารที่ผู้ร้องนำเสนอจะนำไปสู่การดำเนินการทางกฎหมายเพิ่มเติมหรือไม่
ทั้งนี้ ยังไม่พบเอกสารผลการพิจารณาฉบับใหม่ที่ยืนยันว่ามีคำสั่งรื้อฟื้นคดี หรือมีคำวินิจฉัยว่าบุคคลและบริษัทที่ถูกกล่าวถึงกระทำความผิดตามข้อร้องเรียนดังกล่าว
ประเด็นการคืนท่อก๊าซจึงยังเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ โดยเฉพาะข้อเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยเอกสารและชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน เพื่อสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับทรัพย์สินของรัฐและผลประโยชน์สาธารณะ
ศิษย์นายอิน
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง :
สำเนาหนังสือสำนักงานอัยการสูงสุด ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568
สำนักงานศาลปกครอง — คำชี้แจงกรณีคดีท่อก๊าซ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2566
สภาผู้บริโภค — ข่าวเรียกร้องคืนท่อก๊าซ วันที่ 6 ตุลาคม 2568
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) — คำชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการคืนท่อก๊าซ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1306
#ทวงคืนท่อก๊าซ #ทวงคืนพลังงานไทย #ปตท #อัยการสูงสุด #หลักฐานใหม่ #คดีท่อก๊าซ #ศาลปกครองสูงสุด #ฟ35ทับ2550 #ปปช #สภาผู้บริโภค #ค่าไฟแพง #ตรวจสอบทุจริต #ศิษย์นายอิน #สำนักข่าววิหคนิวส์ #VihokNews
