เรื่องฮอต ประเด็นฮิต » ศึกภาษีไม่จบ!! “ทักษิณ” โต้สรรพากร ยึดเงินไปแล้ว 4.6 หมื่นล้าน ยังเจอเรียกเก็บอีก!

ศึกภาษีไม่จบ!! “ทักษิณ” โต้สรรพากร ยึดเงินไปแล้ว 4.6 หมื่นล้าน ยังเจอเรียกเก็บอีก!

8 October 2026
33   0

8 ตุลาคม 2569

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองและกฎหมายอีกครั้ง หลังมีการเปิดเผยคำเบิกความของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ขึ้นให้การต่อศาลภาษีอากรกลางด้วยตนเอง พร้อมยกคำเปรียบเทียบสุดสะเทือนถึงกระทรวงการคลังและกรมสรรพากร กรณีถูกเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่นให้กลุ่มเทมาเส็ก เมื่อปี 2549

ย้อนกลับไปวันที่ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00 น. ศาลภาษีอากรกลาง ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ นัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว ในคดีที่นายทักษิณเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรมสรรพากร กรณีการยึดและอายัดทรัพย์สินเพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีมูลค่าประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท

ระหว่างการไต่สวน นายทักษิณได้เบิกความถึงความไม่เป็นธรรมที่ตนเห็นว่าเกิดขึ้นจากการดำเนินการของกรมสรรพากร โดยเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของหน่วยงานรัฐว่า

“กระทรวงการคลังเป็นพ่อ และกรมสรรพากรเป็นลูก”

ก่อนอธิบายว่า ตนได้ส่งมอบเงินทั้งหมดให้กับคนเป็นพ่อไปแล้ว แต่พ่อกับลูกไม่สื่อสารกัน ทำให้ลูกกลับมาติดตามทวงหนี้จากตนอีกครั้ง

คำเปรียบเทียบดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางข้อพิพาททางกฎหมายที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 20 ปี นับตั้งแต่การขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้กลุ่มเทมาเส็กจากสิงคโปร์ในปี 2549

โดยเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้ทรัพย์สินของนายทักษิณมูลค่าประมาณ 46,373 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดิน

ต่อมา วันที่ 14 สิงหาคม 2568 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีคำพิพากษาว่า การประเมินภาษีของกรมสรรพากรจากธุรกรรมขายหุ้นชินคอร์ปฯ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย

ส่งผลให้กรมสรรพากรดำเนินการติดตามทรัพย์สินเพื่อบังคับชำระหนี้ภาษีต่อไป

ล่าสุด ตามข้อมูลที่เปิดเผยในศาลภาษีอากรกลาง ยอดภาษีที่เป็นข้อพิพาทในการบังคับชำระหนี้อยู่ที่ 17,493,608,086.96 บาท

ขณะที่ฝ่ายนายทักษิณยืนยันว่า เงินจากการขายหุ้นที่เกี่ยวข้องเคยถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว จึงโต้แย้งว่าการดำเนินการอายัดทรัพย์เพิ่มเติมเป็นการบังคับชำระหนี้ซ้ำซ้อน และขอให้ศาลพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของการดำเนินการดังกล่าว

นอกจากนี้ นายทักษิณยังเบิกความถึงทรัพย์สินที่ถูกดำเนินการยึดหรืออายัด ซึ่งรวมถึงรถยนต์ 5 คัน โดยมี 2 คันเป็นรถยนต์สั่งทำพิเศษติดตั้งกระจกกันกระสุน

อดีตนายกรัฐมนตรีระบุว่า รถยนต์ทั้งสองคันมีความจำเป็นต่อความปลอดภัย เนื่องจากที่ผ่านมาเคยเผชิญเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามต่อชีวิต หากถูกนำไปขายทอดตลาดจะส่งผลกระทบต่อการรักษาความปลอดภัยของตน

ด้านนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ เปิดเผยภายหลังการไต่สวนว่า ทรัพย์สินที่ถูกดำเนินการอายัดยังรวมถึงเงินในบัญชีธนาคารประมาณ 90 ล้านบาท และที่ดินในจังหวัดเชียงใหม่

พร้อมย้ำว่า การยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินไว้ก่อน ระหว่างรอผลการพิจารณาคดี ไม่ใช่การขอให้ศาลยกเลิกคำพิพากษาที่เคยวินิจฉัยเรื่องการประเมินภาษี

สำหรับฝ่ายกรมสรรพากร ได้คัดค้านคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว โดยขอให้ศาลยกคำร้อง หรือหากศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ก็ขอให้ฝ่ายนายทักษิณวางเงินหรือหลักประกันตามกฎหมาย

ภายหลังการไต่สวน ศาลภาษีอากรกลางนัดฟังคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569 เวลา 09.00 น.

ส่วนกระบวนการพิจารณาคดีหลัก ศาลกำหนดนัดไกล่เกลี่ย ชี้สองสถาน และสืบพยานในวันที่ 21 ธันวาคม 2569 เวลา 09.00 น.

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญของคดีคือข้อโต้แย้งเรื่องการบังคับชำระหนี้ภาษีหลังจากที่รัฐเคยยึดทรัพย์สินตามคำพิพากษาอีกคดีหนึ่งไปแล้ว ซึ่งยังต้องรอการวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลาง

ขณะที่คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ซึ่งวินิจฉัยว่าการประเมินภาษีของกรมสรรพากรชอบด้วยกฎหมาย ยังคงมีผลอยู่

ศึกกฎหมายครั้งนี้จึงยังไม่สิ้นสุด หลังอดีตนายกรัฐมนตรีขึ้นเบิกความด้วยตนเอง พร้อมวาทะเปรียบเทียบกระทรวงการคลังและกรมสรรพากรเป็นพ่อลูกที่ไม่พูดคุยกัน จนเกิดข้อพิพาทเรื่องการติดตามทวงหนี้ภาษีครั้งใหญ่

สำนักข่าววิหคนิวส์

อ้างอิง :

ข่าวสด
Thai PBS
THE STANDARD
ไทยรัฐ

#ทักษิณชินวัตร
#ทักษิณ
#กรมสรรพากร
#กระทรวงการคลัง
#ภาษีหุ้นชินคอร์ป
#หุ้นชินคอร์ป
#เทมาเส็ก
#ศาลภาษีอากรกลาง
#ยึดทรัพย์ทักษิณ
#คดีภาษีทักษิณ
#ข่าวการเมือง
#การเมืองไทย
#สำนักข่าววิหคนิวส์
#VIHOKNEW