7 ตุลาคม 2569
นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ แถลงนโยบายต่อรัฐสภาญี่ปุ่นในวาระเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญครั้งที่ 222 โดยประเด็นความสัมพันธ์กับจีนถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความตึงเครียดที่ลากยาวจากปัญหาไต้หวันและความมั่นคงในภูมิภาค
ทาคาอิจิระบุว่า จีนเป็น “เพื่อนบ้านที่สำคัญ” ของญี่ปุ่น และแม้สองประเทศจะเผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกันถูกสร้างและพัฒนามายาวนาน
ผู้นำญี่ปุ่นย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้าส่งเสริม “ความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันบนพื้นฐานผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ร่วม” พร้อมรักษาการสื่อสารและการเจรจากับปักกิ่ง เพื่อสร้างความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่นที่ “สร้างสรรค์และมั่นคง”
อย่างไรก็ตาม ทาคาอิจิไม่ได้ส่งสัญญาณว่าญี่ปุ่นจะละทิ้งประเด็นด้านความมั่นคง โดยเธอระบุว่าจะกล่าวถึงสิ่งที่ญี่ปุ่นเห็นว่าจำเป็นอย่างชัดเจน รวมถึงสถานการณ์ทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ กิจกรรมทางทหารของจีนรอบญี่ปุ่น มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัยของชาวญี่ปุ่น และประเด็นสิทธิมนุษยชน พร้อมเรียกร้องให้จีนแสดง “พฤติกรรมที่มีความรับผิดชอบ”
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจเอเชียยังอยู่ในภาวะตึงเครียด
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 หลังทาคาอิจิกล่าวในรัฐสภาว่า หากจีนใช้กำลังต่อไต้หวัน สถานการณ์ดังกล่าวในบางเงื่อนไขอาจเข้าข่าย “สถานการณ์คุกคามการอยู่รอดของญี่ปุ่น” ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิป้องกันตนเองร่วมตามกฎหมายญี่ปุ่น
ปักกิ่งตอบโต้รุนแรง โดยยืนยันว่าไต้หวันเป็นกิจการภายในของจีน และเรียกร้องให้รัฐบาลทาคาอิจิแก้ไขจุดยืนดังกล่าว ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นยืนยันว่าคำตอบของนายกรัฐมนตรีไม่ได้เปลี่ยนแปลงจุดยืนเดิมของรัฐบาลญี่ปุ่นเกี่ยวกับกฎหมายความมั่นคง
ก่อนหน้าการแถลงนโยบายครั้งล่าสุดเพียงประมาณหนึ่งสัปดาห์ ทาเคชิ อิวายะ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเดินทางไปจีนในฐานะประธานสมาคมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น ได้นำคณะภาคธุรกิจญี่ปุ่นเยือนกรุงปักกิ่ง
วันที่ 28 กันยายน อิวายะเข้าพบหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ก่อนเข้าพบเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีนในวันถัดมา นับเป็นการติดต่อระดับสูงที่สำคัญหลังความสัมพันธ์สองประเทศทรุดตัวลงจากประเด็นไต้หวัน
หวัง อี้ ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า ความสัมพันธ์จีน–ญี่ปุ่นกำลังเผชิญ “สถานการณ์รุนแรง” และจำเป็นต้องกลับคืนสู่ภาวะปกติ พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำญี่ปุ่นแก้ไขถ้อยคำและการกระทำเกี่ยวกับไต้หวันที่จีนมองว่าไม่ถูกต้อง
นอกจากปัญหาทางการเมืองแล้ว ความขัดแย้งยังลามเข้าสู่เศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทาน โดยข้อมูลศุลกากรจีนที่ Reuters รายงานก่อนหน้านี้ระบุว่า การส่งออกแร่หายากหนักบางชนิด เช่น ดิสโพรเซียม เทอร์เบียม และอิตเทรียม ไปญี่ปุ่นลดลงอย่างมาก ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่นเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและการจัดหาวัตถุดิบ
ผลสำรวจบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาแร่หายากในญี่ปุ่นช่วงกลางปี 2569 พบว่า ต้นทุนจัดหาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 22.3% ในรอบหนึ่งปี โดยข้อจำกัดด้านการส่งออกของจีนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญร่วมกับความต้องการวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น
ท่าทีล่าสุดของทาคาอิจิจึงสะท้อนว่านโยบายของโตเกียวขณะนี้มีสองด้านเดินคู่กัน คือ รักษาจุดยืนด้านความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งชาติ ขณะเดียวกันก็พยายามรักษาช่องทางสื่อสารกับปักกิ่ง เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งทางการเมืองลุกลามกระทบเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมากกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีสัญญาณว่าข้อขัดแย้งเรื่องไต้หวันได้รับการคลี่คลาย เพราะจีนยังเรียกร้องให้ญี่ปุ่นแก้ไขถ้อยคำเดิม ขณะที่รัฐบาลทาคาอิจิยังไม่ได้ถอนคำอธิบายเกี่ยวกับสถานการณ์ฉุกเฉินรอบไต้หวัน
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง
สำนักนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น
กระทรวงการต่างประเทศจีน
Reuters
FNN Prime Online
Jiji Press,
Nikkei Asia
EU-Japan Centre for Industrial Cooperation
#ญี่ปุ่น #จีน #ทาคาอิจิ #SanaeTakaichi #China #Japan #ไต้หวัน #Taiwan #จีนญี่ปุ่น #แร่หายาก #ภูมิรัฐศาสตร์ #ข่าวต่างประเทศ #วิหคนิวส์ #VihokNews
