21 กันยายน 2569
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง” หัวข้อ “เจาะลึกปมร้อน ‘โพยฮั้ว สว.’ กับ ‘หลักการลงคะแนนโดยลับ’” อธิบายประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งและการทำโพยในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 รวมถึงอำนาจขององค์กรและศาลที่เกี่ยวข้อง
นายวัสระบุว่า ปรากฏการณ์การจัดตั้งและทำโพยในการเลือก สว. ซึ่งผลคะแนนปรากฏว่าตรงกับโพย นำไปสู่ข้อถกเถียงว่า พฤติการณ์ดังกล่าวขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับหรือไม่ และศาลใดมีอำนาจตรวจสอบ
แยกหลัก “ลงคะแนนลับ” เลือก สส.กับ สว.
นายวัสอธิบายว่า การเลือกตั้ง สส. และการเลือก สว. มีฐานกฎหมายแตกต่างกัน
สำหรับการเลือกตั้ง สส. รัฐธรรมนูญกำหนดหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับไว้ในระดับรัฐธรรมนูญ ขณะที่การเลือก สว. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 กำหนดให้ สว. มาจากระบบ “เลือกกันเอง” และหลักการลงคะแนนโดยลับถูกบัญญัติไว้ในมาตรา 33 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
จากความแตกต่างดังกล่าว นายวัสเห็นว่า ไม่สามารถนำหลักการเลือกตั้ง สส. มาใช้เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งล้มกระบวนการเลือก สว. ทั้งหมดด้วยเหตุเรื่อง “ความลับของการลงคะแนน” ได้โดยตรง
“โพยฮั้ว” กับความลับของบัตร 2 มิติ
นายวัสแบ่งการพิจารณาประเด็นโพยฮั้วออกเป็น 2 มิติ
มิติแรก คือรูปแบบการลงคะแนน
หากผู้สมัครนำโพยเข้าไปใช้เป็นข้อมูลในการเขียนหมายเลขลงในบัตรด้วยตนเอง โดยไม่มีบุคคลอื่นเห็นการทำเครื่องหมายในบัตร ขั้นตอนดังกล่าวยังอาจถือเป็นการลงคะแนนโดยลับในเชิงรูปแบบ
มิติที่สอง คือเจตนารมณ์ของการลงคะแนน
การจัดทำโพย การบล็อกโหวต หรือการตกลงแลกเปลี่ยนคะแนนล่วงหน้า อาจเป็นประเด็นเกี่ยวกับความเป็นอิสระในการลงคะแนน และการทำให้การเลือกไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งต้องพิจารณาตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ย้อนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปี 2567
นายวัสยังอธิบายถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยเกี่ยวกับระบบการเลือก สว. เมื่อปี 2567 โดยประเด็นในคดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับบทบัญญัติของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. หลายมาตรา ซึ่งเกี่ยวกับระบบการลงคะแนนเลือกไขว้ข้ามกลุ่ม และมีการส่งประเด็นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตามกลไกของรัฐธรรมนูญ
ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาในกรณีนั้นเป็นเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของระบบการเลือก สว. ไม่ใช่การวินิจฉัยว่าบุคคลใดกระทำการทุจริตในการเลือก สว.
แยกอำนาจ กกต. ศาลฎีกา และศาลรัฐธรรมนูญ
นายวัสอธิบายโครงสร้างการตรวจสอบการเลือก สว. โดยแบ่งเป็นหลายส่วน
กกต. มีอำนาจตรวจสอบกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และตามกลไกของกฎหมายสามารถดำเนินการเกี่ยวกับการระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือก รวมถึงดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิสมัครของผู้เกี่ยวข้องตามเงื่อนไขของกฎหมาย
ศาลฎีกา มีบทบาทในกรณีที่มีการประกาศผลการเลือกไปแล้ว และมีข้อกล่าวหาหรือหลักฐานเกี่ยวกับการทุจริตในการเลือก โดย กกต. สามารถยื่นคำร้องตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้มีการพิจารณาเพิกถอนสิทธิที่เกี่ยวข้องเป็นรายบุคคล
ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของสมาชิกวุฒิสภาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
ส่วน คดีอาญา จากการฝ่าฝืนบทกำหนดโทษตามกฎหมายการได้มาซึ่ง สว. จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามเขตอำนาจของศาลที่กฎหมายกำหนด
“วัส” ชี้โพยตรงผลคะแนน ไม่เท่ากับหมดความลับในเชิงรูปแบบ
นายวัสสรุปว่า การที่มีโพยและผลคะแนนปรากฏว่าตรงกับโพย ไม่ได้หมายความโดยตัวมันเองว่าขั้นตอนการลงคะแนนในบัตรไม่เป็นความลับในเชิงรูปแบบ
แต่พฤติการณ์เกี่ยวกับการทำโพย การจัดตั้ง การบล็อกโหวต หรือการตกลงแลกเปลี่ยนคะแนน อาจเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาตามกฎหมายว่าการเลือกเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่
นายวัสระบุด้วยว่า โครงสร้างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือก สว. แตกต่างจากการเลือกตั้ง สส. จึงไม่อาจนำหลักการที่ใช้กับการเลือกตั้ง สส. มาสั่งให้การเลือก สว. ทั้งกระบวนการเป็นโมฆะในประเด็นเรื่องความลับของการลงคะแนนได้โดยตรง
สำหรับกรณีการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือก สว. กลไกตามกฎหมายจึงครอบคลุมทั้งการตรวจสอบโดย กกต. การพิจารณาของศาลฎีกาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิทางการเมือง และการดำเนินคดีอาญากับผู้ที่กระทำผิดตามบทกำหนดโทษ
สำนักข่าววิหคนิวส์
อ้างอิง: วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง, ไทยโพสต์, สยามรัฐ
#วัสติงสมิตร #ฮั้วสว #โพยฮั้วสว #เลือกสว #กกต #ศาลฎีกา #ศาลรัฐธรรมนูญ #การลงคะแนนโดยลับ #สว2567 #สำนักข่าววิหคนิวส์
