LINE TODAY ระบุว่า
รายงานข่าวจากทําเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ สํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา ได้ร่างพระราชบัญญัติแก้ไข เพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดํารงตําแหน่งหรือประกอบอาชีพใน
กฎหมายของบุคคลล้มละลาย ฉบับใหม่โฆษณา – อ่านบทความต่อด้านล่าง
สําหรับเหตุผลของการจัดทําร่างพระ ราชบัญญัติฉบับดังกล่าว เนื่องจากการ ดํารงตําแหน่งหรือประกอบอาชีพใน
กฎหมายของบุคคลล้มละลายในปัจจุบันมีลักษณะต้องห้ามในการดํารงตําแหน่ง ส่งผลให้บุคคลล้มละลายขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการดํารงตําแหน่งหรือประกอบอาชีพจากกรณีที่ศาลได้มีคําพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย
ทั้งนี้ผลกระทบของการกําหนดข้อจํากัดในการดํารงตําแหน่งหรือประกอบอาชีพของบุคคลล้มละลายในกฎหมาย
เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายหลายฉบับที่ใช้บังคับในปัจจุบันยังคงนําเหตุแห่งการเป็นบุคคลล้มละลายมา
เป็นข้อจํากัดในการดํารงตําแหน่งหรือประกอบอาชีพ โดยแบ่งเป็นบทบัญญัติในการประกอบอาชีพของบุคคลล้ม ละลาย ออกเป็น 4 ลักษณะ ได้แก่
1.ห้ามดํารงตําแหน่งสําคัญ
2.ห้ามดํารงตําแหน่งกรรมการในคณะกรรมการทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน
3.ห้ามรับราชการ
4.ห้ามประกอบอาชีพ
ทั้งนี้การกําหนดข้อจํากัดดังกล่าวมี แนวทางที่ไม่ชัดเจน ได้แก่ เหมารวมว่าบุคคลล้มละลายไร้ความสามารถ การ ล้มละลายไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมที่ไม่ดีเสมอไป ข้อจํากัดดังกล่าวไม่เป็นประโยชน์และไม่คุ้มค่า และขัดต่อหลัก สากลในเรื่องการเคารพสิทธิของบุคคลและการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมและอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ดังนั้นจึงสมควรกําหนดแนวทางเพื่อเป็นหลักเกณฑ์ในกรณีที่มีการกําาหนดให้มีการห้ามดํารงตําแหน่งหรือประกอบอาชีพของบุคคลที่เคยเป็นบุคคลล้มละลาย ควรกําหนดห้วงเวลาการห้ามเพื่อมิให้เป็นการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลมากเกินสมควร แต่สําหรับบุคคลที่ล้มละลายทุจริตนั้น อาจนํามาเป็นข้อจํากัดต่อไปได้เพื่อป้องกันมิให้ บุคคลนั้นกลับมาสร้างความเสียหายต่อสังคมได้อีก
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรักษาบุคลากรที่ดําารงตําแหน่งหรือประกอบอาชีพที่มีความรู้ ความสามารถ ให้อยู่ในระบบต่อไป จึง จําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ความเป็นมา โดยที่ปัจจุบันมีกฎหมาย หลายฉบับที่กําหนดข้อจํากัดในการดํารงตําแหน่งหรือการประกอบอาชีพของบุคคลล้มละลาย ซึ่งส่งผลเป็นการจํากัดสิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพของบุคคลตามมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและขัดต่อหลักสากลในการเคารพสิทธิและเสรีภาพ ในการทํางานซึ่งเป็นสิทธิ ขั้นพื้นฐานของบุคคล รวมทั้งอาจ เป็นการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม เพราะเหตุแห่งสถานะของบุคคลและฐานะทางเศรษฐกิจสํานักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความ สามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ได้จัดทําร่าง พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม
บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับ
คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้
ดํารงตําแหน่งหรือประกอบอาชีพในกฎหมายของบุคคลล้มละลาย พ.ศ. ….เพื่อกําหนดแนวทางกรณีที่มีการกําหนดห้ามดํารงตําแหน่งหรือประกอบอาชีพของบุคคลที่เคยเป็นบุคคลลัมละลาย และควรกําหนดห้วงเวลาการห้ามเพื่อไม่ให้เป็นการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลมากเกินสมควรทั้งนี้ สํานักงาน ป.ย.ป. ได้มีการ สอบถามความเห็นและประชุมหารือร่วม กับหน่วยงานต่างๆ ที่มีบทบัญญัติ กฎหมายเกี่ยวกับข้อจํากัดในการดารงตําแหน่งและการประกอบอาชีพของบุคคลล้มละลาย จํานวน 29 หน่วยงานโดยมีหน่วยงานประสงค์ให้สํานักงานป.ย.ป. แก้ไขกฎหมายจํานวน 5 หน่วย งาน ซึ่งประกอบด้วยพระราชบัญญัติ จํานวน 12 ฉบับ ตามบัญชีแนบท้ายต่อมาคณะรัฐมนตรี (ครม.)
มีมติเมื่อวัน ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 อนุมัติหลักการ ร่างพระราชบัญญัติฯ ที่สํานักงาน ป.ย.ป. เสนอ และให้ส่งสํานักงานคณะ กรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ทั้งนี้เมื่อสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะต้องเสนอครม.ชุดใหม่พิจารณาอีกครั้งสําหรับสาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดํารงตําแหน่ง
หรือประกอบอาชีพในกฎหมายของ บุคคลล้มละลาย พ.ศ. …. มีสาระสําคัญ ดังนี้
1.ยกเลิกความในกฎหมายที่กําาหนดลักษณะต้องห้ามของบุคคลกรณีเป็นบุคคลล้มละลายในการดํารงตําแหน่งหรือการประกอบอาชีพตามที่กําหนดในพระราชบัญญัติจํานวน 12 ฉบับ ตามบัญชีท้ายร่างพระราชบัญญัติฯ และให้ ใช้ความตามที่ก้าหนดในบัญชีท้ายพระ ราชบัญญัตินี้แทน ประกอบด้วย
1) พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษา เอกชน พ.ศ. 2546 (แก้ไขคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของผู้ดํารงตําแหน่งอธิการบดีในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน)
2) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ ครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 (แก้ไขเงื่อนไขการได้รับบําเหน็จบํานาญเหตุทดแทน)
3) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ พลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 (แก้ไขคุณสมบัติและลักษณะ ต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็น ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา)
4) พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547 (แก้ไขคุณสมบัติและ ลักษณะต้องห้ามของผู้ดํารงตําแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัยและอธิการบดีในมหาวิทยาลัยราชภัฏ)
5) พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. 2548 (แก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดํารงตําแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภา มหาวิทยาลัย และอธิการบดีใน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล)
6) พระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่ง ชาติ พ.ศ. 2554 (แก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดํารงตําแหน่งกรรมการซึ่งเป็นสมาชิกกรรมการซึ่งเป็นผู้รับทํานาญและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ)
7) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2554 (แก้ไข คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่
จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการ
กรุงเทพมหานคร)
8) พระราชบัญญัติสถาบันวิทยาลัย ชุมชน พ.ศ. 2558 (แก้ไขคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของผู้ดํารง ตําแหน่งผู้อํานวยการสถาบันและผู้ อํานวยการวิทยาลัยชุมชน)
9) พระราชบัญญัติสัตว์เพื่องานทาง วิทยาศาสตร์ พ.ศ. 2558 (แก้ไข คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตาแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน
คณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการดําเนินการต่อสัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์)
10) พระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ.2559(แก้ไขคุณสมบัติและลักษณะ ต้องห้ามของผู้ดํารงตําแหน่งกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุมประพฤติ)
11) พระราชบัญญัติการบริหารการ แก้ไขบําบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่ กระทําผิด พ.ศ. 2561 (แก้ไขคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของผู้ดํารง ตาแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะ กรรมการบริหารการแก้ไขบ่าบัดฟื้นฟู เด็กและเยาวชนที่กระทําผิด)
12) พระราชบัญญัติมาตรการป้องกัน การกระทําความผิดซ้ําในความผิดเกี่ยว กับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565
(แก้ไขคุณสมบัติและลักษณะตองหามของผู้ดารงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการป้องกัน การกระทําความผิดซ้ํา)
- กําหนดให้บุคคลล้มละลายหรือ บุคคลล้มละลายทุจริตมีหน้าที่แจ้งให้ผู้ มีอํานาจแต่งตั้งทราบถึงการที่ตนเป็น
บุคคลล้มละลายหรือบุคคลล้มละลาย ทุจริต โดยไม่ชักช้า3.กําหนดให้ผู้มีอํานาจแต่งตั้งสามารถใช้ดุลพินิจพิจารณาให้บุคคลล้มละลายที่ดําารงตาแหน่งในหน่วยงานของรัฐยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ หากการปฏิบัติงานในหน้าที่ของบุคคลล้มละลายนั้นไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหารของตําแหน่งงาน หรือสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่เหมาะสมกัตําแหน่งที่บุคคล ล้มละลายดําารงอยู่ เว้นแต่ตําาแหน่งที่ต้องมีการยื่นบัญชีทรัพย์สิน กรรมการผู้ได้รับ การแต่งตั้ง และมีอ้านาจการพิจารณาทีเกี่ยวข้องกับการเงิน ให้ผู้มีอํานาจแต่งตั้งกําหนดให้บุคคลล้มละลายไปอยู่ในตําแหน่งที่เหมาะสม
4.เมื่อบุคคลล้มละลายได้รับการปลดจากการล้มละลายแล้วสามารถกลับเข้าดารงตาแหน่งสําคัญได้ตามความเหมาะสม
