2 ตุลาคม 2569
วิกฤตน้ำท่วมที่กำลังสร้างความเดือดร้อนในหลายพื้นที่ ไม่ได้เขย่าเพียงรัฐบาลของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เท่านั้น แต่กำลังลามเข้าสู่สนามการเมือง เมื่อการบริหารจัดการน้ำกลายเป็นประเด็นที่ “พรรคกล้าธรรม” ใช้ตรวจสอบการทำงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งอยู่ภายใต้การนำของ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ”
โดยเฉพาะการขยับของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรมและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ออกมาเตือนกรมชลประทานว่า ไม่ควรปล่อยให้แผนบริหารจัดการน้ำเดิมสูญหายหรือเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนตัวผู้บริหาร
ร.อ.ธรรมนัสระบุว่า การบริหารจัดการน้ำจำเป็นต้องมีระบบ และแผนเดิมที่เคยวางไว้สำหรับกรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และพื้นที่โดยรอบ ควรถูกนำมาสานต่อ เพราะการเปลี่ยนผู้บริหารไม่ควรหมายถึงการเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด
🌊 “ธรรมนัส” ส่งสัญญาณตรงถึงกรมชลฯ
คำพูดของ ร.อ.ธรรมนัสเกิดขึ้นในจังหวะที่กรมชลประทานอยู่ภายใต้การกำกับโดยตรงของนายสุริยะ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยโครงสร้างการแบ่งงานภายในกระทรวงกำหนดให้กรมชลประทานอยู่ในความรับผิดชอบของรัฐมนตรีว่าการฯ โดยตรง
ทำให้การออกมาเตือนให้ “สานต่อของเดิม” ไม่ได้ถูกมองเพียงในมิติการบริหารน้ำ แต่ยังกลายเป็นประเด็นทางการเมือง เนื่องจาก ร.อ.ธรรมนัสเคยกำกับกระทรวงเกษตรฯ และกรมชลประทานมาก่อน
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานสาธารณะที่ยืนยันว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อทวงคืนตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ดังนั้นประเด็นเรื่อง “ชิงเก้าอี้” จึงยังเป็นเพียงข้อสังเกตทางการเมือง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว
🔥 สส.กล้าธรรมเปิดเกมต่อในสภา
แรงกดดันไม่ได้หยุดอยู่ที่ ร.อ.ธรรมนัส เมื่อ สส.พรรคกล้าธรรมอภิปรายในสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน ตั้งคำถามถึงการโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงเกษตรฯ และผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำ พร้อมวิจารณ์การทำงานของนายสุริยะโดยตรง
จึงทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า ประเด็นน้ำท่วมเริ่มกลายเป็นสนามตรวจสอบทางการเมืองระหว่าง กล้าธรรมกับเพื่อไทย โดยมีกรมชลประทานและกระทรวงเกษตรฯ อยู่ตรงกลาง
ขณะเดียวกัน ร.อ.ธรรมนัสปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคกล้าธรรม หลังได้รับเลือกเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 และประกาศทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาล
⚠️ น้ำท่วมกดดันทั้งรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ
สถานการณ์อุทกภัยรอบนี้ทำให้การบริหารจัดการน้ำกลายเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และหลายจังหวัดในภาคกลาง
รัฐบาลต้องเร่งทั้งการระบายน้ำ การเยียวยาผู้ประสบภัย และการวางระบบบริหารน้ำระยะยาว โดยนายอนุทินระบุว่ารัฐบาลเตรียมงบกลางประมาณ 4,000 ล้านบาทเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบทั่วประเทศ
ขณะที่ปัญหาเฉพาะหน้าซับซ้อนจากทั้งปริมาณฝน น้ำเหนือ ระดับน้ำในแม่น้ำ และช่วงน้ำทะเลหนุน ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของระบบระบายน้ำถูกจับตามองอย่างหนัก
💥 ครม.ไฟเขียวคลองยักษ์ 1.65 แสนล้าน
ท่ามกลางวิกฤตน้ำ รัฐบาลได้เดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 เห็นชอบโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย กรอบวงเงินประมาณ 165,000 ล้านบาท ใช้เวลาดำเนินการประมาณ 8 ปี
โครงการดังกล่าวไม่ได้เพิ่งถูกคิดขึ้นหลังเกิดน้ำท่วมครั้งนี้ เพราะคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้เห็นชอบโครงการไว้ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2568 และกระบวนการด้านสิ่งแวดล้อมบางส่วนผ่านการพิจารณาต่อมาในเดือนเดียวกัน
ดังนั้น การเชื่อมโยงว่าโครงการ 1.65 แสนล้านบาทถูกสร้างขึ้นเฉพาะเพื่อรับมือวิกฤตน้ำท่วมครั้งล่าสุด หรือมีแรงจูงใจทางการเมืองอื่นอยู่เบื้องหลัง ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะฟันธงได้
สิ่งที่ตรวจสอบได้คือ รัฐบาลกำลังเร่งนำโครงการดังกล่าวเข้าสู่ขั้นตอนดำเนินการ โดยให้เหตุผลว่าจะเพิ่มเครื่องมือในการบริหารน้ำจากลุ่มเจ้าพระยาและลดผลกระทบต่อภาคกลาง กรุงเทพฯ และปริมณฑล
👀 ศึกนี้ไม่ได้มีแค่เรื่อง “น้ำ”
จังหวะที่ ร.อ.ธรรมนัสออกมาทวงถามถึงแผนงานเดิม ขณะที่ สส.กล้าธรรมเปิดประเด็นโจมตีการบริหารกระทรวงเกษตรฯ ในสภา ทำให้ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่าง “กล้าธรรม” กับ “เพื่อไทย” ถูกจับตามองมากขึ้น
โดยเฉพาะเมื่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นกระทรวงที่ ร.อ.ธรรมนัสเคยบริหาร และมีหน่วยงานสำคัญอย่างกรมชลประทานอยู่ภายใต้การกำกับ
แต่การตีความว่า ร.อ.ธรรมนัสกำลัง “ปูทางกลับกระทรวงเกษตรฯ” หรือมีข้อตกลงเพื่อเข้าร่วมรัฐบาลในอนาคต ยังต้องแยกออกจากข้อเท็จจริง เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันข้อตกลงดังกล่าวอย่างเป็นทางการ
🔥 “สุริยะ” เจอแรงกดดันสองด้าน
ด้านหนึ่ง นายสุริยะต้องรับมือกับภารกิจบริหารน้ำผ่านกรมชลประทาน ท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยที่ประชาชนต้องการเห็นผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว
อีกด้านหนึ่ง ต้องเผชิญการตรวจสอบทางการเมืองจากพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะกล้าธรรมที่มีอดีตรัฐมนตรีเกษตรฯ อย่าง ร.อ.ธรรมนัสเป็นหัวหน้าพรรค
ทำให้ทุกการตัดสินใจของกระทรวงเกษตรฯ ตั้งแต่การบริหารน้ำ การโยกย้ายบุคลากร ไปจนถึงการเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ มีโอกาสถูกนำขึ้นมาอภิปรายและตรวจสอบมากขึ้น
🌊 น้ำยังไม่ลด แต่การเมืองเริ่มเดือด
วิกฤตน้ำท่วมจึงไม่ได้เป็นเพียงศึกระหว่าง “น้ำเหนือ–น้ำฝน–น้ำทะเล” แต่กำลังกลายเป็นสนามทดสอบทั้งประสิทธิภาพของรัฐบาลและการบริหารงานของกระทรวงเกษตรฯ
ขณะเดียวกัน การออกโรงของ “ธรรมนัส” และการเปิดเกมของ สส.กล้าธรรม ทำให้ประเด็นนี้มีมิติทางการเมืองเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จากนี้ต้องจับตาว่า การตรวจสอบจะจบลงที่การถกเถียงเรื่องประสิทธิภาพการบริหารน้ำ หรือจะขยายไปถึงการจัดวางขั้วและตำแหน่งทางการเมืองในอนาคต
เพราะเมื่อ “น้ำท่วม” กลายเป็นโจทย์การเมือง ทุกคำสั่ง ทุกแผนงาน และทุกความเคลื่อนไหวในกระทรวงเกษตรฯ ย่อมถูกจับตาหนักกว่าเดิม
#ธรรมนัส #สุริยะ #พรรคกล้าธรรม #เพื่อไทย #กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ #กรมชลประทาน #น้ำท่วม กทม. #บริหารจัดการน้ำ #อนุทิน #รัฐบาล #การเมืองไทย #วิหคนิวส์ #กรุงเทพธุรกิจ
