สกู๊ปข่าว » #ใครวางยาพลเอกประยุทธ์ ! ดร.เทอดศักดิ์ ชี้นำประเทศสู่อันตรายใหญ่หลวง

#ใครวางยาพลเอกประยุทธ์ ! ดร.เทอดศักดิ์ ชี้นำประเทศสู่อันตรายใหญ่หลวง

24 September 2021
232   0

  ดร.เทอดศักดิ์ เจียมกิจวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ การเมือง การปกครอง ได้โพสข้อความระบุว่า

 ใครวางยาพลเอกประยุทธ์

ปี 2563 WHO หรือองค์การอนามัยโลก ให้ทั่วโลกใช้หลักคิดไทยในการแก้ไขปัญหาโควิด-19 เพราะเป็นปท.เล็กๆที่สร้างความฮือฮา สามารถแก้ไขปัญหาโควิดได้เป็นอันดับ1ของโลก เอาชนะคู่แข่งอย่างออสเตรเลีย ประเทศประชาธิปไตยในฝั่งสหภาพยุโรป ได้อย่างน่าแปลกใจ จน WHO มีการทำสารคดี และให้ไทยนำเสนอหลักคิดบนเวทีโลก ส่งผลทำให้เป็นประเทศที่น่าลงทุนที่สุด น่าท่องเที่ยวที่สุด ทั่วโลกมั่นใจที่สุดเรื่องควบคุมโรค

แห่จะพากันเดินทางมารักษายังประเทศไทย เพราะมั่นใจในระบบด้านการแพทย์ จนโรพยาบาลเอกชนในไทยเสนอที่จะขอให้รัฐบาลยินยอมให้ผู้ป่วยโควิดมารักษาในไทย เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ เพราะหลายประเทศโรงพยาบาลไม่เพียงพอที่จะรักษา คนตายไปจำนวนมหาศาล

ความสำเร็จนั้น อยู่บนหลักกลยุทธ์ ไวรัสพินาศประชาชนพ้นภัย ระยะสั้น ป้องปราม เยียวยา ฟื้นฟู ระยะกลาง เก็บเกี่ยว(เลือกตั้งท้องถิ่น) พัฒนาเศรษฐกิจ ปฏิรูปประเทศ ระยะยาว นำประเทศสู่แดนศิวิไลซ์ อันเป็นหลักคิดการบริหารในสถานการณ์วิกฤติ ของกลุ่มคนไทย ที่ชื่อว่า ”นายอินทร์” ที่ไม่เคยได้รับการยกย่อง เชิดชู ยินดี ที่สามารถคิดหลักคิดนี้ จนนำไปใช้ทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

แต่ที่น่าแปลกใจ ปี 2564 ไทยกลับใช้หลักคิดของสหรัฐ “ต้องอยู่ร่วมกับโควิด เป็นโรคประจำถิ่น” ที่ล้มเหลวที่สุดในโลก ติดเชื้อ ตายมากที่สุดในโลก มาเป็นหลักคิดในการบริหาร แถมเปิดประเทศ สนับสนุนการท่องเที่ยว ในยามโควิด-19 ระบาดหนัก อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แล้วยังจะยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน จะออกกฎหมายใหม่เป็น พรบ.ควบคุมโรค หวังให้นักท่องเที่ยว นักลงทุน เข้ามาในประเทศมากๆ เพื่อจะกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเริ่มต้นตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2564 พร้อมกับ 5 ประเทศ ที่กำลังล้มเหลว แม้บางประเทศจะมีการฉีดวัคซีนให้ประชากรแล้วถึงร้อยละ 60 ก็ตาม

CNN รายงานว่ามีเพียง 5 ประเทศในโลกที่ใช้หลักคิดนี้ และยังไม่มีประเทศไหนประสบความสำเร็จเลยแม้แต่ประเทศเดียว แม้กระทั้งประเทศไทย และการเปิดประเทศของไทยอยู่ในสภาวะเสี่ยง ที่จะทำให้คนติดเชื้อหนักขึ้น จนโรงพยาบาลจะไม่เพียงพอรักษา

ต้นตอของโควิด-19 เกิดจากสงครามไวรัส ที่มหาอำนาจจะทำสงครามใน 2 ลักษณะ คือสงครามอาวุธ หรือสงครามโลก และสงครามไวรัส เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทุกครั้ง ที่สภาวะเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปตกต่ำ เนื่องจากพิมพ์พันธบัตร โดยไม่มีทองมาค้ำประกัน จนเคยมีการวิเคราะห์จากบรรดานักลงทุนว่าจะมีการยกเลิกค่าเงิน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

นั้นหมายถึงเป้าหมายหลักของมหาอำนาจ ต้องการขายวัคซีนเป็นสำคัญ เพราะประชากรกว่า 7 พันล้านคนต้องฉีด ได้กำไร กระจายทั่วถึงกว่าการค้าอาวุธ ที่จะขายได้เฉพาะประเทศคู่ขัดแย้งเท่านั้น จึงมิต้องแปลกใจที่มีการกลายพันธุ์ใหม่ๆเกิดขึ้น มากกว่า 12 สายพันธุ์

ที่โด่งดั่งคือสายพันธุ์อินเดีย หรือสายพันธุ์เดลต้า ที่กำลังครองโลก หลังจากอินเดีย ผลิตวัคซีน แข่งกับมหาอำนาจ เพื่อจำหน่ายในราคาถูกให้กับโครงการโคแวค หรือประเทศที่ยากจน ในโครงการขององค์การอนามัยโลก โดยระบาดหนักในช่วงเทศกาลบูชาแม่น้ำคงคา ในกลยุทธ์เดียวกันที่ระบาดในตลาดค้าสัตว์ในอู่ฮั้น ประเทศจีน

จนถึงปัจจุบันสหรัฐมีประชากร 320 ล้านคน มีผู้ติดเชื้อรายวันเฉลี่ย 2-3 แสนคน ระบาดหนักในประชากรเด็ก และวัคซีนที่ใช้ฉีดส่วนใหญ่ เป็นของสหรัฐและอังกฤษ เช่น ไฟว์เซอร์ เอสตาเซเนกา จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เป็นต้น สื่อสหรัฐ และอังกฤษจะโปรว่าเป็นวัคซีนที่ดีที่สุด แล้วโจมตีวัคซีนของจีนว่าไร้คุณภาพ

ในขณะที่จีนมีประชากร 1300 ล้านคน หลังจากเหตุการณ์ที่อู่ฮั้น จีนใช้วัคซีนของตัวเองในการฉีดให้ประชาชน และเพิ่งค้นพบวัคซีนป้องกันตัวกลายพันธุ์เดลต้าได้สำเร็จ มีผู้ติดเชื้อเฉลี่ย เพียง 27 คนต่อวัน แล้วยังคงใช้หลักคิดของไทยในการแก้ไขปัญหาประเทศ หากเกิดการแพร่ระบาดเป็นกลุ่มก้อน ทั้งล๊อคดาว์ เคอร์ฟิวส์

คำถามที่น่าสนใจคือ “ ใครวางยาพลเอกประยุทธ์ ” ที่แนะแนวทางให้เปิดประเทศ จะยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน เร่งการท่องเที่ยว ในยามโควิดระบาดหนัก และมหาอำนาจกำลังเร่งขายวัคซีน เพื่อหารายได้ เข้าประเทศของตนเอง ทั้งที่มีผู้ติดเชื้อรายวันนับหมื่นราย ตายหลายร้อยคนต่อวัน ด้วยความปราถนาดี

“ เดินการเมืองก็เหมือน เดินหมากรุก พลาดหมากเดียวล้มทั้งกระดาน “

ดร.เทอดศักดิ์ เจียมกิจวัฒนา
24 กันยายน 2564